Interviews

ไร่ฟ้าคราม ฟาร์มกลางหุบเขา

พื้นที่ชีวิตที่ลงตัวของ ภูหลวง หาญพิพัฒน์

“ผมเรียนจบด้านการเขียนโปรแกรมจากลาดกระบัง แต่ตลอดเวลาผมรู้มาเสมอว่าผมรักการออกแบบ และการสร้างสรรค์งานศิลปะ”  ชายหนุ่มแห่งไร่ฟ้าคราม เปิดเรื่องราวเล่าย้อนไปตั้งแต่สมัยยังเรียนหนังสือ

หากจะให้นึกแพทเทิร์นของเด็กต่างจังหวัดบ้านไกลที่มาร่ำเรียนหนังสือในกรุงเทพ ใฝ่ฝันอยากเรียนจบออกมามีงานดี ๆ ทำ ใช้ชีวิตช่วงเริ่มต้นการทำงานอย่างไปให้สุดในทุกด้านแล้ว ภูหลวง หาญพิพัฒน์ - โบ้ ก็เป็นหนึ่งในนั้น

“พ่อของผมมีอาชีพเป็นเกษตรกร ส่วนแม่ก็เป็นครูบ้านนอก เรามีบ้าน 2 ที่ คือที่หนึ่งในตัวจังหวัด กับอีกที่หนึ่งในสวนของพ่อ ทุก ๆ ครั้งที่มีโอกาส พ่อก็จะให้ผมไปคลุกคลีอยู่ในสวน หวังว่าผมจะเติบโตขึ้นมาแล้วสานต่องานเกษตรที่พ่อทำ แต่เปล่าเลย ผม ณ ตอนนั้นรู้สึกว่าตัวเองไม่ชอบวิถีแบบนั้น ไม่ชอบการเปื้อนดินเปื้อนทราย ต้องคอยไล่ปัดแมลงมากมายที่บินวนเวียนรอบตัว ผมอยากเป็นเด็กที่ใช้เวลาว่างกับการเล่นเกมในเมืองมากกว่า”

“พอเรียนจบได้งานแรกปุ๊บก็ใส่ทุกอย่างเลยครับ กินเหล้าเข้าผับ ทุกปาร์ตี้ต้องมีผม ไม่มีปฏิเสธ ใช้เงินที่หามาได้ ไม่เคยมีเหลือเก็บ เพราะคิดว่าเรามีแรงทำ ก็ทำไปก่อน หากอยากได้อะไรเพิ่ม ก็แค่หางานทำเพิ่ม หาเงินเพิ่ม ผมรับจ๊อบงานออกแบบเว็บไซต์ด้วย  เดี๋ยวสิ่งที่อยากได้มันก็มาเอง ทำงานได้ 6 เดือนแรก ก็เริ่มคิดว่า ค่าเช่าหอพักรายเดือนที่พักอยู่ราคาสูงมาก เพิ่มเงินอีกหน่อยก็สามารถผ่อนคอนโดได้ อย่างน้อยมันก็เป็นการลงทุนอย่างนึง ก็เลยตัดสินใจซื้อคอนโดอยู่เองซะเลย ด้วยเงินเดือนเพียง 2 หมื่นกว่าบาท แค่ค่าผ่อนคอนโด ค่าไฟฟ้าและอื่น ๆ รวม ๆ 18,000 เข้าไปแล้ว ค่าใช้จ่ายอื่นก็พอบ้างไม่พอบ้าง หากอยากได้อะไรก็รับจ๊อบ หากไม่มีจริง ๆ ทางบ้านก็ยังคงสนับสนุนอยู่”

“งานหลักของผมตามวุฒิที่จบมาคือโปรแกรมเมอร์ แต่ด้วยความชอบด้านการออกแบบ ผมจึงมักฝึกฝนพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ และกล้าที่จะเสนอตัวทำงานออกแบบนอกเหนือจากหน้าที่หลัก จนได้รับความไว้วางใจให้ทำงานที่ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ทำงานได้ราว ๆ 2 ปี ตำแหน่งและเงินเดือนในสายงานออกแบบเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด มีหลายบริษัทเข้ามาเสนองานให้ การย้ายบริษัทแต่ละครั้งค่าตอบแทนก็เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ด้วยวัย 26 ปี รายได้ต่อเดือนของผมราว ๆ 7 หมื่นกว่าบาท ด้วยรายได้ขนาดนี้ ผมยิ่งกิน เที่ยว ซื้อของฟุ่มเฟือยหนักเข้าไปอีก แต่ด้วยเวลาไม่นานก็รู้สึกว่า เอ๊ะ...ย้อนกลับไปคิดถึงตอนที่เราเงินเดือนแค่ 2 หมื่นบาทเราก็อยู่ได้ไม่ลำบาก จากที่คิดว่าถ้าผมมีรายได้มากขึ้น ผมน่าจะเหลือเก็บมากขึ้น แต่กลับกลายเป็นว่า ต่อให้ผมมีรายได้เข้ามามากมายแค่ไหน ผมก็ยังเหลือเงินเก็บน้อยอยู่ดี ทุกสิ่งรอบตัวดูมีความจำเป็นกับผมไปหมด”

“หลายครั้งที่ผมโทรกลับไปหาแม่ที่บ้าน พอคุย ๆ กับแม่ก็รู้สึกแย่ว่า เงินที่เราใช้อยู่ทุกเดือนนี้ ถ้าหากเป็นพ่อและแม่ใช้ เค้าคงอยู่ไปได้นานกว่าผมหลายเดือนมาก ก็ด้วยบ้านนอกไม่มีอะไรให้ซื้อหา ความจำเป็นในการมีนั่นนี่ก็น้อยกว่าแน่นอน ผมรู้สึกแย่เล็ก ๆ แต่ก็ยังไม่ได้ทำให้ผมเปลี่ยนแปลงอะไร”

จนมีจังหวะของเวลาที่ทำให้เขาเริ่มถอยออกจากจุดที่ยืนอยู่ แล้วมองดูตัวเองชัด ๆ
“ที่ทำงานผมอยู่พร้อมพงษ์ แถวนั้นที่ทราบกันดีคือ ค่าครองชีพสูงมาก พนักงานบริษัทแบบผมส่วนใหญ่ก็กินข้าวในห้าง มีตั้งแต่จานละ 80 - 200 บาท ช่วงเวลาที่ผมออกมากินข้าวกลางวัน ไม่ว่าจะในห้างหรู หรือร้านรถเข็นริมทางเท้า ด้วยความที่ผมมักชอบสังเกตคนรอบ ๆ ตัว เช่น พฤติกรรม ท่าทาง และการแต่งกาย อยู่เป็นประจำ ทำให้เห็นความเหลื่อมล้ำของคนในเมืองกรุงจนชินตา ถึงแม้จะอยู่ในพื้นที่เดียวกัน แต่คุณภาพชีวิตกลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ผมเริ่มรู้สึกว่า จริง ๆ แล้ว เราสามารถเลือกคุณภาพชีวิตให้ตัวเองได้ แต่การซื้อคุณภาพชีวิตที่ดีในเมืองกรุงนั้น ต้องแลกมาด้วยเงินจำนวนมหาศาล”

“จากวันนั้นผมก็เริ่มสังเกตเห็นความวนหลูปไม่จบสิ้นของชีวิตในกรุงเทพ ตื่นเช้ามา เจอรถติด ออกไปทำงาน หาอะไรดี ๆ กิน เย็นลงปาร์ตี้ เที่ยว ดื่ม กลับดึก นอน แล้วก็เริ่มวันใหม่ ผมใช้ชีวิตในกรุงเทพเสมือนคนที่ติดกับดักของเวลา เงินทองที่หามาได้ เริ่มไม่เกิดประโยชน์ต่อจิตใจของผม”

“แล้วมีเพื่อนบ้านที่คอนโดของผมอยู่ห้องนึง แกเป็นคุณยายแก่ ๆ ที่อยู่กับคนดูแล ผมเริ่มสังเกตเห็นว่า ทุก ๆ สุดสัปดาห์แกจะมีลูกมาเยี่ยม ลูกก็พาหลานเล็ก ๆ มา ผมเห็นแกยิ้ม หัวเราะ ดูมีความสุขมาก แต่พอหมดเสาร์อาทิตย์เข้าสู่ช่วงวันทำงาน คนดูแลจะเข็นรถแกไปนั่งในล็อบบี้ข้างล่าง แกดูเหม่อลอย ไม่มีรอยยิ้มของเสาร์อาทิตย์อีกต่อไป ผมเห็นภาพแบบนี้อยู่ช่วงระยะเวลาหนึ่งซึ่งทำให้ผมเกิดความตั้งใจอย่างหนึ่งในชีวิตก็คือ ผมไม่อยากใช้ชีวิตบั้นปลายในห้องสี่เหลี่ยม ไม่อยากเป็นคนแก่ที่โดดเดี่ยวแบบนี้”

หลังจากนั้นไม่นาน ผมขอแฟนแต่งงาน แฟนผมที่รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมที่เชียงราย แต่ช่วงมหาวิทยาลัยเราก็ต่างแยกย้ายไปทำตามหน้าที่ของตัวเอง เค้าไปเรียนที่ขอนแก่น ส่วนผมอยู่กรุงเทพ การมีเค้าอยู่เคียงข้างเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ดีที่สุดที่เกิดขึ้นในชีวิตของผม ตลอดเวลาที่ผ่านมา เค้าคือแรงผลักดันที่ทำให้ผมสร้างชีวิตของตัวเองให้ดีขึ้น เพื่อที่จะสามารถดูแลเค้าให้ดีได้ คอยดึงผมออกจากวังวนของแสงสีการใช้ชีวิตในเมืองกรุง ให้ผมตระหนักถึงความเป็นจริงด้านอื่น ๆ จนเราลงท้ายด้วยความรู้สึกอยากอยู่ด้วยกัน เราได้ของขวัญวันแต่งงานมาอย่างหนึ่งคือ Gift Voucher สำหรับไปพักฟาร์มสเตย์ที่ “บ้านไร่ ไออรุณ” ทำให้ผมได้รู้จักกับพี่เบส วิโรจน์ ฉิมมี แกเป็นสถาปนิกที่ผันตัวไปเดินตามความฝันที่ระนอง

“ต้องยอมรับว่า การไปพักที่ บ้านไร่ ไออรุณ ในครั้งนั้น เป็นตัวจุดประกายความฝันในวัยเด็กของผมเกี่ยวกับบ้านบนต้นไม้ นอกจากนี้ ผมรู้สึกได้ถึงชีวิตที่มีความสุขของพี่เบสจากการที่ได้ทำงานที่ตัวเองรัก แล้วเดินตามความฝันของตัวเองไปในเวลาเดียวกัน ตอนนั้นพี่เบสก็ให้คำแนะนำกับผมอย่างเต็มที่เรื่องการลงทุนลงแรงพัฒนาที่ดิน เรียกว่ายุเลยก็ได้ครับ ให้ผมลาออกจากงานมาใช้วิถีสโลว์ไลฟ์”

“แต่ผมยังยืนอยู่ในความเป็นจริงที่ว่า เราก็สร้างภาระไว้เยอะ ไหนจะค่าใช้จ่าย ไหนจะพ่อแม่ที่ดูเหมือนจะเริ่มแก่ตัวลง คนต่างจังหวัดนี่หลังอายุ 60 แล้วเค้าจะเหมือนกับทุกอย่างมันถดถอยเลยครับ ผมสังเกตเห็นพ่อเริ่มใช้ชีวิตช้าลง ไม่ค่อยมีชีวิตชีวาเหมือนแต่ก่อน แต่ละวันไม่อยากทำอะไรทั้งสิ้น ซึ่งผมไม่ชอบเห็นพ่อแม่ของผมเป็นแบบนั้นเลย ผมจึงเอ่ยปากบอกพ่อ ว่าเรามาพัฒนาที่ดินของเรากัน อย่างหนึ่งคือผมเป็นคนที่ชอบกินเมล่อนมาก แล้วแฟนผมไปหาข้อมูลดูก็พบว่าที่โอโซนฟาร์มเค้าสนับสนุนคนที่อยากปลูกเมล่อน โดยเสนอตัวเป็นพี่เลี้ยงให้ พอผมแชร์ไอเดียนี้ให้พ่อ ดูพ่ออยากทำ กระฉับกระเฉงมีความหวัง ซึ่งมันทำให้ผมรู้สึกดีมากอย่างบอกไม่ถูก และเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมรู้สึกว่า ผมกำลังมาถูกทางแล้ว”

แล้วเมื่อคนหนึ่งคนที่มีจิตใจที่มุ่งมั่นฝักใฝ่อยากทำอะไรบางอย่างลึก ๆ ในใจ บวกกับการมีความพร้อมอยู่เสมอ โอกาสที่ดีก็เข้ามา
“วันหนึ่งผมมีโอกาสได้เล่าเรื่องราวเหล่านี้ให้หัวหน้าเก่าคนหนึ่งของผมฟัง ซึ่ง ณ ตอนนั้นแกกำลังมีโปรเจคกับบริษัทญี่ปุ่นที่จะพัฒนาแอปพลิเคชั่นตัวหนึ่ง พอฟังเรื่องของผมแล้ว แกก็เลยเสนอให้ผมทำงานนั้น โดยที่ผมไม่จำเป็นต้องไปเข้าออฟฟิศที่ไหน คือให้ผมทำงานจากบ้านได้ โดยได้รับเงินเดือนเหมือนพนักงานประจำ”

“ผมตัดสินใจรับงานนั้นทันที และย้ายกลับเชียงรายในที่สุด ตำแหน่งที่ผมได้รับ จะทำให้ผมมีรายได้หลักเข้ามา และทำให้ผมมีทุนพอที่จะเอาไปพัฒนาพื้นที่ของพ่อ และสิ่งสำคัญที่สุดคือ ผมจะได้กลับไปอยู่บ้านกับพ่อและแม่ ได้เห็นหน้าภรรยาของผมทุกวัน ตื่นเช้ามาได้เจอสีเขียว ได้กินอาหารเช้าและผักสดที่ปลูกเอง ไม่ต้องเจอรถติด ใช้ชีวิตได้ปลอดภัยขึ้น และแมลงที่เคยรู้สึกรำคาญรอบตัวก็ไม่ได้เลวร้ายไปกว่ากลิ่นควันจากท่อไอเสียรถยนต์ในเมืองหลวง”

“นอกจากพลิกสวนผลไม้หลากหลายของพ่อเป็นโรงเรือนปลูกเมล่อนแล้ว ผมก็ยังพยายามจะทำสิ่งที่ผมรัก ซึ่งก็คืองานออกแบบ ผมพยายามออกแบบบ้านทรงเดิมเหมือนกับที่พ่อเคยทำไว้ตอนที่ผมเด็ก ๆ บ้านทรงหลังคาจั่วสูง เป็นบ้านใน Perception ของผม ผมตัดสินใจไม่จ้างบริษัทผู้รับเหมาแพง ๆ แต่ไปเรียกใช้บริการจากชาวบ้านในพื้นที่ คือจริง ๆ หนุ่มสาวชาวบ้านหลายคนในพื้นที่นั้นมีความสามารถ เพียงแค่เขาอาจไม่เคยตระหนักรู้ถึงศักยภาพของตัวเอง อาจจะด้วยข้อจำกัดหลายอย่างในชีวิต ทำให้ไม่กล้าที่จะคิดทำสิ่งที่ออกนอกกรอบความเป็นสังคมชนบทก็เป็นได้”

เมื่อทุกอย่างเป็นรูปเป็นร่าง เป้าหมายของชีวิตก็เริ่มชัดเจน และใหญ่ขึ้นทุก ๆ วัน
“ผมเริ่มมองเห็นวิถีชีวิตของตัวเองชัดเจนขึ้น คือผมจะพัฒนาพื้นที่ฟาร์มเมล่อนของผมให้เป็นพื้นที่คุณภาพ เราปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ สร้างผลผลิตเอาไว้กินและหล่อเลี้ยงชีวิตพื้นฐานของเราเองและครอบครัว เราขายเมล่อนได้ตามรอบของมันและรายได้หลักที่ผมยังได้อยู่ทุก ๆ เดือน จะยังเป็นหลักประกันให้ฐานะทางการเงินของผมแข็งแรง และผมจะไม่ทิ้งงานหลักนี้เป็นอันขาด สำหรับผมแล้ว ความพอเพียงอาจจะเกิดขึ้นไม่ได้อย่างแท้จริง หากเราไม่สร้างอะไรไว้ให้เพียงพอก่อน ผมมีเป้าหมายสร้างครอบครัวในวงกลมในสุดของผมให้แข็งแรงและมีคุณภาพ แล้วเมื่อมันเต็มอิ่ม ผมเชื่อว่ามันจะเอ่อล้นออกมาเพื่อเผื่อแผ่กระจัดกระจายออกไปให้คนรอบ ๆ ตัวผม”

“และสิ่งหนึ่งที่ผมบอกทุก ๆ คนเสมอเวลาที่รับรู้ว่าผมกลับมาอยู่ที่เชียงรายก็คือ ทุกวันนี้ผมก็ยังไม่ใช่เกษตรกรนะครับ ผมยังเป็นนักออกแบบ นักเขียนโปรแกรม แต่ผมมีโอกาสที่จะทำอาชีพที่ผมรักในพื้นที่ที่ผมเลือกเองได้แค่นั้นเอง สำหรับคนอื่นผมไม่ทราบว่ามันถูกหรือผิด ดีหรือไม่ดี แต่สำหรับผมเองแล้ว ผมกำลังรักทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตตอนนี้ ผมในวัยแค่เกือบ 30 ปี แต่มองไปไกลในวันที่ผมอายุมากขึ้น ผมจะพยายามอย่างเต็มที่ที่จะไปสู่การมีชีวิตยืนยาวแบบแข็งแรงและมีคุณภาพ”

ภูหลวง หาญพิพัฒน์ / ไร่ฟ้าคราม
Facebook : https://www.facebook.com/fahkramfarm/


เรื่องโดย BigSmile World