บทสัมภาษณ์

ซิ่นจะเยียวยาทุกสิ่ง

กับความจริงที่ว่า นุ่งผ้าไทยแล้วไม่ต้องแก่ก็ได้

"ผ้าไทยใส่แล้วแก่...” ยอมรับว่าดิฉันเป็นอีกหนึ่งคนที่คิดแบบนี้เสมอมา เพราะ perception ที่ว่า “ผ้าไทยต้องใส่ในพิธีการ” เรามักเห็นคนใส่ผ้าไทยต้องเป็นผู้ใหญ่มาก ๆ และมักใส่ในโอกาสพิเศษต่าง ๆ และด้วยตัวผ้าเองดูเข้าถึงยาก มีทั้งลวดลายและผิวสัมผัสที่ดูไม่ง่ายที่จะหยิบมาใช้ในชีวิตประจำวัน แต่ความรู้สึกที่ว่าเริ่มเปลี่ยน เมื่อวันหนึ่งมีโอกาสเจอคุณหมอเอื้อย พญ. อนิตา นิตย์ธีรานนท์ แพทย์ผิวหนังแห่งโรงพยาบาลสมิติเวช ผู้หยิบจับผ้าไทยหลากหลายแบบมาสวมใส่ในชีวิตประจำวันของเธอได้อย่างน่าสนใจ

เริ่มจากมีโอกาสเข้าไปเป็นสมาชิกเพจ  “นุ่งซิ่นก็สวยได้” ที่สมาชิกในเพจเค้าจะนุ่งผ้าไทยแล้วถ่ายรูปเอามาโพสกัน โดยเฉพาะพี่แอดมินเพจที่ชื่อพี่นกน้อย เป็นต้นแบบของผู้ที่นุ่งซิ่นได้ในชีวิตประจำวัน แถมยังสวยงามและดูไม่แก่ เราเลยได้เห็นว่า มีคนนุ่งผ้าไทยไปทำงาน ใส่ซิ่นในชีวิตประจำวันได้ ตอนนั้นเหมือนเอื้อยเจอโลกใบใหม่ มุมมองของเราเปลี่ยนไปทันที เออแฮะ ผ้าผืน ๆ ลาย ๆ ที่ขายกันโครม ๆ ตามงานแสดงสินค้าต่าง ๆ ซึ่งเมื่อก่อนเราเดินผ่านตลอด ไม่เคยสนใจเลย กลายเป็นว่าสามารถเอามาแมตช์กับเสื้อผ้าตัวอื่น ๆ ในตู้เสื้อผ้าของเราได้ แถมมีวิธีการนุ่งหลาย ๆ แบบ โดยที่ไม่ต้องเอาผ้าไปตัดเป็นกระโปรงซะด้วย และที่ชอบสุดคือ มันก็ออกมาเป็นชุดใหม่ที่แตกต่างไม่เหมือนใครอีกต่างหาก ยิ่งทำให้อินกับการนุ่งผ้าไทยได้ไม่ยากเลยค่ะ

ก็เลยเริ่มศึกษาและสะสมจริงจัง ไม่คิดว่าเราจะมีวันที่เปิดอินเตอร์เน็ตมองหางานแสดงสินค้าผ้าไทย และ follow ร้านขายผ้าซิ่นในเฟซบุ๊ก หาวันไปดูไปซื้อ เอามาวางเรียง ๆ กัน แล้วในหัวเราครุ่นคิดแต่ว่า เราจะจับผืนนี้คู่กับอะไรดี ทั้งเสื้อตัวบน รองเท้า กระเป๋า เอื้อยเปิดยูทูปเพื่อเรียนรู้วิธีนุ่งผ้าซิ่น ยิ่งดูก็ยิ่งอิน ดูเสร็จคลิปนึง แล้วก็มาฝึกพันฝึกนุ่งเอง เพลิดเพลินกับการปล่อยให้ตัวเราเองมี Learning Curve อยู่พักใหญ่ เสร็จจากงานกลับมาถึงบ้าน ต้องพุ่งตรงไปยังกองผ้าอันมีค่าของเรา แล้วหยิบมาลองฝึกตามที่คุณครูยูทูปสอน รื้อตู้หาเสื้อตัวบนที่เราคิดไว้ระหว่างขับรถกลับบ้าน ซึ่งพวกตัวบนนี่เอื้อยจะแยกออกเป็น 2 ประเภท คือ ประเภททางการ ได้แก่ พวกเสื้อลูกไม้ เสื้อมีปกเข้ารูปทั้งแขนสั้นแขนยาว เอาไว้สำหรับวันที่ใส่ไปทำงานที่โรงพยาบาล กับประเภทลำลองใส่เที่ยวเล่น ซึ่งเอื้อยถนัดเป็นพวกเสื้อกล้ามกับเสื้อสายเดี่ยว

ช่วงแรก ๆ ที่ใส่คือไปเดินห้างค่ะ ก็มีเขินนิด ๆ คือเอื้อยนุ่งผ้าซิ่นท่อนล่างตามสไตล์ของเราที่ improvise มาจากคุณครูยูทูป ไม่ได้ตัดเป็นกระโปรงหรืออะไรนะคะ เอื้อยใช้ผ้าที่มาเป็นผืนเนี่ยแหละค่ะ มานุ่งเอา โดยแพทเทิร์นผ้าหรือโทนสีที่หยิบใช้แรก ๆ มักไปทางผ้าย้อมคราม นุ่งแล้วได้อารมณ์เดียวกับการใส่ยีนส์ และสีสันไม่โดดจนเกินไป ใส่แล้วรู้สึกเซฟ ๆ เหมาะกับมือใหม่หัดนุ่ง แล้วก็หาเชือกอะไรก็ได้เส้นเล็ก ๆ มาผูกเอวเพื่อเพิ่มความมั่นใจว่ามันจะไม่หลุดระหว่างทาง แล้วก็แมตช์กับเสื้อสายเดี่ยว สิ่งที่เกิดขึ้นคือ มีคนเดินผ่านแล้วหันมามอง เราก็เริ่ม เอ๊ะ...มันได้ !

พอเราเริ่มฝึกนุ่งผ้าได้หลาย ๆ แบบ พร้อมกับพบเจอผู้คนที่เดินห้างแล้วหันมามอง หรือบางทีก็ยิ้มให้ ก็เป็นการ validate ความรู้สึกให้ว่าเรามาถูกทางแล้ว ทำให้เรารู้สึกมั่นใจขึ้น ทีนี้ก็ลองกระเถิบไปหาผ้าผืนที่ลายชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ พวกซิ่นที่เป็นอัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ เช่น ซิ่นไทลื้อ ซิ่นมัดก่าน ซิ่นตีนจก ซิ่นมัดหมี่ ได้รู้จักกรรมวิธีที่พิเศษของการทอผ้าเช่น หมักโคลน เพื่อทำให้ผ้านิ่ม หรือ ตีนจกคือการทอแบบพิเศษที่ต้องใช้เวลานาน เป็นต้น วันไหนใส่ผ้าไทยไปทำงานที่โรงพยาบาล เวลาเราขึ้นลงลิฟท์ มักมีเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลทักบ้าง คนไข้ทักบ้าง บางคนเดินผ่านไปแล้วยังอุตส่าห์เดินย้อนกลับมาเพื่อชมว่า “วันนี้คุณหมอแต่งตัวสวยมากเลยค่ะ” เราก็ตัวฟูไปเลยทั้งวัน “ใช่...ชั้นสวยเนอะ” ฮ่ะ ๆๆ หรือบางทีก็ไม่ชมเรา แต่ชมผ้า ถามไถ่กันหนุงหนิงว่าผืนนี้คือผ้าอะไรคะ ดูสวยจังเลย เราก็ได้โอกาสทำหน้าที่ทูตผ้าไทย สาธยายความงดงามตามท้องเรื่อง ความมั่นใจก็ติดตามมาเพิ่มขึ้นไปอีก

จนถึงวันที่เราบอกต่อเพื่อน ๆ ใกล้ตัว หรือบางคนก็ไม่ทันได้บอก แต่เค้าเห็นเรานุ่ง หรือบางทีเห็นจากเฟซบุ๊กของเรา ก็เลยสนใจลองหันมาฝึกนุ่งบ้าง แล้วช่วยกันอุดหนุนร้านผ้าซิ่นกันไปหลายร้านเลยเหมือนกัน

แล้วนอกจากเราได้ความสวยงามที่แตกต่างของเสื้อผ้าอาภรณ์แล้ว พอขลุกอยู่กับกองผ้านาน ๆ เราก็ได้มีโอกาสศึกษาที่มาของเค้าด้วย จึงพบว่าผ้าไทยสวย ๆ เหล่านี้ แต่ละผืนมีเอกลักษณ์ มีเรื่องราว มีที่มาที่ยิ่งถ้าเราศึกษาไปลึก ๆ จะไม่ใช่จบแค่ผ้าถุงนุ่งไปวัด แต่จะมีรายละเอียดที่ซาบซึ้งตรีงใจอย่างมากซุกซ่อนอยู่ คิดดูว่าผ้าทอมือเหล่านี้ แต่ละผืนนั้นประกอบไปด้วยประสบการณ์ยาวนานแค่ไหน ยิ่งคนที่ทอผ้าพวกนี้ได้ ก็เป็นคนรุ่นใหญ่แล้ว และได้รับภูมิความรู้เป็นมรดกตกทอดมาจากบรรพบุรุษของเค้า กาลเวลาที่สั่งสมภูมิปัญญาเหล่านี้เพื่อถักทอออกมาทีละผืน สำหรับเอื้อย ดูช่างมีคุณค่าที่ประเมินเป็นราคาไม่ได้จริง ๆ

และเอื้อยคิดว่า แม้เราไม่ได้มีวิชาความรู้ในการถักทอสร้างสรรค์อย่างเค้าได้ แต่เราสามารถช่วยสีบทอดสืบสานได้ ด้วยการซื้อผ้าและนุ่งผ้า มันก็เหมือนกับเราได้ช่วยสนับสนุนวัฒนธรรมภูมิปัญญาผ้าไทยได้อีกทางหนึ่งค่ะ

สำหรับคนที่อินเรื่องผ้าไทยมาก ๆ เค้าจะสามารถระบุได้เลยว่า แพทเทิร์นแบบนี้เป็นประเภทลายของภาคไหน หรือใช้เทคนิคอะไรในการทอ อย่างทางเหนือ ก็มีไทยลื้อ ของเค้าจะเป็นผ้าฝ้ายที่ทอสีสันสวย ๆ หลากหลายสี ทางอิสานก็จะมีชื่อเสียงในงานมัดหมี่อย่างที่ใส่วันนี้ ซึ่งมีคาแรกเตอร์ชัดเจนมาก หรือจะเป็นความอัศจรรย์ของ “จก” ที่ใช้เทคนิค “เกาะ-ล้วง” งานออกมาดูเหมือนเป็นงานปักแต่จริง ๆ แล้วไม่ได้ปัก

ผ้าไทยในกองสมบัติที่เอื้อยมีจำนวนหนึ่งได้รับมาจากคุณแม่สามี เราสนทนากันเรื่องผ้าอย่างมีความสุข ได้ความรู้จากคุณแม่มากมายว่าลายแบบไหนเรียกว่าอะไร พอเรารู้ว่า อ๋อ มันมีความหลากหลาย ทีนี้ก็เลยกลายเป็นเริ่มสะสม เราก็เข้าวังวนเดียวกับรองเท้าและกระเป๋าเลยค่ะ ลายไหนที่ยังไม่มี ฉันต้องไปหามาครอบครองให้ได้ แล้วก็เริ่มเดินงาน OTOP ปีละ 2 หน จากเดิมที่ไม่เคยรู้เลยว่า เค้าเดินงาน OTOP กันเพื่ออะไร

ผ้าผืนที่แพงที่สุดของเอื้อย หามาได้ในราคา 7,000 บาท เป็นผ้าราชสำนัก หนึ่งใน “นางพญาผ้าซิ่น” แต่ปัจจุบันยังไปไม่ถึงการลงทุนขนาดผืนละเป็นหมื่นเป็นแสน อย่างพวกแก๊งผ้าไหมแพรวาลายยาก ๆ พวกนั้นจะราคาสูงมาก แต่พอเห็นตัวผ้าของจริง ก็งดงามคุ้มค่าสมราคามากเลยค่ะ

สำหรับเอื้อยแล้ว “ซิ่นจะเยียวยาทุกสิ่ง” เพราะเวลาที่เรานุ่งผ้าซิ่นแล้วสวย มีคนชื่นชมทั้งสายตาและคำพูด เราจะรู้สึกดีมาก บางคนชมตั้งแต่เดือนที่แล้ว แต่ตอนนี้เรายังนึกถึงได้อยู่เลย พอคว้าผ้าผืนนั้นมาใส่ทีไร ความรู้สึกเหมือนเรามีค่าจะฟูฟ่องในใจเรา เพราะความที่ผ้าไทยล้วนมีความละเมียดละไม มีความงามในตัวเอง จึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่าความงามของผ้าได้ถ่ายทอดออกมาสู่ตัวคนใส่ด้วย ประมาณนั้นเลยค่ะ

 

เรื่องโดย BigSmile World