บทสัมภาษณ์

ธเนศ เอื้ออภิธร

ชายผู้หลงรักแอคคอร์เดียน

ธเนศ เอื้ออภิธร เศรษฐศาสตร์บัณฑิต ที่เริ่มชีวิตการทำงานจากกิจการโรงเรียนกวดวิชาภาษาอังกฤษ และขยายธุรกิจสู่โรงเรียนสอนศิลปะสำหรับเด็ก กับวันนี้ที่กำลังทำโรงเรียนสอนดนตรีที่ตัวเองหลงรักอย่าง Play by Ear วันนี้เราจะมาพูดคุยกับเขาในมุมมองที่เขาค้นพบและต่อยอดความสุขของชีวิต

“เริ่มจากทำโรงเรียนกวดวิชา แล้วพบว่ากระบวนการเรียนรู้เป็นสิ่งที่สำคัญ ตอนนั้นเมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว เราทำโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษเหมือนคนอื่นทั่วไป และเราเอาวิธีการต่าง ๆ มาช่วยให้เด็กเข้าใจและจดจำเนื้อหาได้ง่ายขึ้น เราลงลึกถึงทฤษฎีสมองและการเรียนรู้ เราใช้สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ในการสอน หนึ่งในนั้นคือการนำเพลงมาร้อยเรียงเป็นหมวดหมู่คำศัพท์ จับกลุ่มคำศัพท์ที่เหมือนกันหรือตรงข้ามกัน จนขยายไปถึงการใช้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ จนปัจจุบันเรามีเพลงที่ช่วยในการเรียนรู้ร่วม 300 เพลง สร้างความสุขให้เด็กที่ไม่ชอบภาษาอังกฤษ ให้มาชอบมารักภาษาอังกฤษเพราะบทเพลงของเรา” ธเนศปูพื้นจากจุดตั้งต้นของการงานสู่การต่อยอดในสิ่งที่ชอบ

ส่วนตัวเป็นคนชอบฟังเพลง เริ่มเล่นกีตาร์ตั้งแต่สมัยมัธยมแบบครูพักลักจำ หัดคอร์ดจากหนังสือเพลงบ้าง พอมาทำโรงเรียนสักพัก เริ่มมีเวลาว่างก็เริ่มเรียนดนตรีเป็นเรื่องเป็นราว โดยเริ่มจากเปียโนถึงขั้นซื้อเปียโนมาไว้ใกล้ ๆ ห้องทำงานแล้วจ้างครูมาสอน เรียนเพื่อความผ่อนคลายเป็นงานอดิเรกเสียมากกว่า ไม่ได้เรียนจริงจังอะไรมาก แต่ด้วยงานที่ทำเกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ ก็เลยสนใจวิธีการเรียนรู้ควบคู่ไปด้วย” 

"คิดว่าการเล่นดนตรีเป็นความสุขชนิดหนึ่ง เป็นทั้งความบันเทิง ทั้งสุนทรียะ ศิลปะ และเป็นอะไรอีกหลาย ๆ อย่าง และเริ่มอยากทำโรงเรียนดนตรี ภาพโรงเรียนดนตรีชัดมาก ชัดกว่าวิชาอื่น ๆ ที่ทำมา แต่ด้วยเป็นคนที่ช่างสงสัยและตั้งคำถามกับกระบวนการเรียนรู้ดนตรี เลยทำให้เกิดจุดประกายบางอย่างในตัวเราขึ้นมา"

ธเนศเริ่มจุดประกายคำถามให้เราเห็น...
“ผมว่าหลายคนชอบดนตรีนะ ชอบร้องเพลง ฮัมเพลง หรือแม้กระทั่งอยากเล่นเพลงที่ตัวเองอยากเล่นสักเพลงหนึ่ง… อย่างตอนที่ผมมาเรียนเปียโน ผมอยากเล่นเพลงที่ผมอยากเล่น ผมบอกครูที่สอน ครูที่สอนบอกว่ายังเล่นเพลงนั้นไม่ได้ ต้องเริ่มจากพื้นฐานก่อน แล้วเล่นด้วยเพลงนั้นเพลงนี้ก่อน แล้วถึงจะเล่นเพลงที่ผมต้องการได้”

"เป็นแค่ความสงสัยเล็ก ๆ แต่ผมคิดว่าครูเขามีแพทเทิร์นหรือรูปแบบการสอนที่คิดว่าแบบนั้นน่ะดีแล้ว ควรเป็นแบบมี ขั้นตอน เป็นสเต็ป ผมเรียกว่าเป็นลิเนียร์ (Linear) เป็นเส้นตรงเป็นขั้นบันไดไป โดยที่ผมไม่ได้คุยกับคุณครูว่าเป้าหมายการสอนของครูคืออะไร สุดท้ายผมก็ยังไม่บรรลุเป้าที่อยากเล่นเพลงที่ชอบเลยเลิกเรียนไป พอมาเมื่อ 8-9 ปีที่ผ่านมา ผมมีโอกาสเรียนเปียโนกับลูกชายผมอีกครั้ง เรียนอยู่ 3 ปี… ผมก็ยังไม่ได้เล่นเพลงที่ผมอยากเล่นเหมือนเดิม หรือว่าเพลงที่ผมอยากเล่นมันยากไป?"

พวกเราเริ่มมีคำถามตามมาแล้วโดยที่เจ้าตัวยังไม่บอกเราว่าคำถามคืออะไร แอบคิดว่าจะเป็นคำถามคำถามเดียวกันหรือเปล่า ธเนศเล่าต่อถึงเรื่องราวในตอนนั้นในมุมบวก

"ผมว่าครูทุกคนย่อมสอนเพื่อให้ลูกศิษย์ไปถึงเป้าหมายที่สูงสุด เขาคงอยากให้ผมมีทักษะที่แน่นและเล่นดนตรีในระดับที่ยากและสูงขึ้นเรื่อย ๆ หรือการเล่นเพื่อสอบ เพื่อได้ใบประกาศ ใบผ่าน หรือเล่นโชว์ หรือเล่นร่วมกับวงใหญ่ ๆ แต่นั้นไม่ใช่เป้าหมายของผม ผมแค่อยากเล่นเพลงที่ผมชอบ เล่นให้ตัวเองฟัง แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว ไม่ต้องเป๊ะหรือเพอร์เฟคอะไรมาก”

ทุกข์ไหมที่ไม่ได้เล่นเพลงที่ตัวเองอยากเล่นสักทีเป็นเวลาหลายปี? ธเนศตอบแบบเข้าใจครูและเข้าใจโลก และเป็นโลกในแง่บวก “ผมว่าเราไม่ได้สื่อสารออกไปมากกว่า ว่าจริง ๆ เราต้องการอะไร เราเคารพในตัวครู และครูเองก็ต้องการมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับเรา พอครูเขารู้ จากนั้น เขาหาบทเพลงใหม่ ๆ มาให้เรา เบสบนความสุข ความสนุกในการเรียนรู้” จากครูผู้สอนเป็นครูผู้สร้าง (ความสุขและความสนุกในการเรียน) “สามปีต่อมาเราเรียนอย่างมีความสุข สนุก เปิดโลกทัศน์ใหม่ ๆ” ธเนศบอกเล่าอย่างมีความสุขพร้อมเฉลยคำถามให้เรา

“คำถามคือ... เราสามารถเรียนดนตรีเพื่อเล่นเพลงที่เราอยากเล่นเลยได้ไหม? โดยเรียนแบบไม่เป็นลิเนียร์” ธเนศสรุปคำถามที่เป็นต้นกำเนิดของสิทธิบัตรแอคคอร์เดียนในวันนี้

ทันที่ที่ธเนศสรุปคำถาม เรามีคำถามสวนกลับทันที - แปลว่า เรามีคำถามแบบนี้คนเดียว? 

“เปล่าเลย” ธเนศส่ายหัวและขยายความเข้าใจแก่เราเพิ่มเติม

“และไม่ใช่การเรียนดนตรีในแบบแรก ๆ มันผิด ไม่มีการเรียนรู้แบบไหนผิดหรือถูก ผมมองว่า การเรียนของผมในสามปีแรกเป็นแบบไมโครไปหาแมคโคร คือ เริ่มจากเบสิค ภาพเล็กเพื่อไปต่อยอดในอนาคต แต่ในแบบสามปีหลังคือ การเรียนแบบแมคโครไปหาไมโคร คือ เรียนแบบกว้าง ๆ องค์รวม ทำให้เราเห็นภาพใหญ่ว่า จริง ๆ เราชอบแบบไหน มุมไหนของดนตรี แล้วค่อยลงลึกเจาะลึกลงไปอีกที ก็เป็นแบบแมคโครไปหาไมโคร"

"ดนตรีมีทั้งความกว้างและลึก กว้างไปเรื่อย ๆ ลึกไปได้เรื่อย ๆ เรียนรู้ไม่มีวันจบ เป็นมัลติอินเทลลิเจนท์ (Multi Intelligence) ดนตรีมีความหลากหลาย เราจะชอบดนตรีในมุมไหนล่ะ? เป็นผู้เล่น ผู้ประพันธ์ ผู้เรียบเรียง ผู้ร้อง หรือช่างซ่อมหรือผู้ประดิษฐ์เครื่องดนตรีล่ะ? หรืออย่างเรารู้จักดนตรีคลาสสิค เล่นดนตรีคลาสสิค พอมาเล่นแจ๊ส มันก็อาจจะใช้ความรู้ความชำนาญเดิมส่วนหนึ่ง อาจจะ 50-60% ที่เหลือก็มาเรียนรู้ฝึกฝนกันต่อ นี่ไงมันถึงเป็นเรื่องที่ไม่สิ้นสุด นี่ไม่เฉพาะแนวเพลงนะ ตัวเครื่องดนตรีอีก"

แต่ถึงกระนั้น ธเนศก็ยังฝึกซ้อมเปียโนต่อเพื่อรู้จักและลงลึกในส่วนของเครื่องดนตรีชนิดนี้...
“ครูยังคงให้การบ้าน ต้องเล่นเพลงใหม่เพลงล่ะอาทิตย์ เล่นส่งครูทุกอาทิตย์ ผมเลยต้องซ้อม แต่ด้วยงาน ทำให้เราต้องไปไหนต่อไหน แล้วผมจะซ้อมเปียโนอย่างไรดี ก็เลยซื้อเมโลเดียนติดตัว (ออร์แกนเมโลเดียนเป็นเครื่องดนตรีที่ต้องใช้ลมเป่าเข้าไปในตัวเครื่อง พร้อมกับการกดคีย์เพื่อให้เกิดเสียง หน้าตาของคีย์กด ก็เหมือนกับคีย์กดของเปียโน) ซ้อมที่ไหนก็ได้ บางทีนั่งในรถ อยู่ข้างนอก รอโน่นนี่ ก็หยิบขึ้นมาซ้อมได้"

จนวันหนึ่งจึงได้เชื่อมถึงแอคคอร์เดียน
"ผมไปตลาดน้ำอัมพวากับครอบครัว ผมก็หยิบติดตัวไปด้วย เมียมองหน้าเลย" ธเนศขำเมื่อนึกถึงเหตุการณ์นั้น แต่ความขำในวันนั้นกลับเป็นเรื่องราวจริงจังจนถึงทุกวันนี้ "ผมได้เจอลุงจุ่นครับ แกเล่นแอคคอร์เดียนอยู่ที่ตลาดน้ำอัมพวา เสียงแอคคอร์เดียน เพราะมาก ประกอบกับแกเล่นได้หลากหลายเพลงโดยไม่ต้องดูโน้ต ตอนนั้นผมก็เล่นเมโลเดียนแบบไม่ค่อยดูโน้ตแล้ว มีโอกาสได้เล่นแจมกันตรงนั้นหลายเพลง และต่อจากนั้นก็ได้มาทำอะไรสนุก ๆ ด้วยกัน”

"ผมพบว่าลุงจุ่นเป็นหนึ่งในสองคนของประเทศที่สามารถซ่อมและดัดแปลงแอคคอร์เดียนได้ ก่อนอื่นต้องบอกว่าแอคคอร์เดียน เขาเป็นเครื่องดนตรีที่มีคาแรคเตอร์เฉพาะของเค้า เป็นเครื่องดนตรีสไตล์คันทรี่แต่มีเสียงที่เลี่ยนแบบเครื่องดนตรีอื่น ๆ ที่หลากหลาย เช่น กีตาร์ เปียโน ออร์แกน สารพัดเสียงเครื่องดนตรี..." 

ธเนศเสริมต่อ "ผมว่าแอคคอร์เดียนเป็นเครื่องดนตรีที่มีเสน่ห์ มีเครื่องดนตรีหลายชิ้นใช้ลมในการเกิดเสียง มันสร้างอารมณ์ที่ลึกซึ้งในความรู้สึกผมนะ ไม่ว่าจะเมาท์ออแกน คลาริเน็ต ฟลูต หรือแซกโซโฟน" 

ธเนศหันมาสนใจแอคคอร์เดียนมากขึ้น ควบคู่กับกิจการโรงเรียนดนตรีที่ตัวเองเริ่มทำ
“ตอนนั้นผมเริ่มนำหลักสูตร Play By Ear จากประเทศมาเลเซียมาสอนในเมืองไทย มีความเข้าใจผิดว่าเป็นการเรียนดนตรีด้วยหูโดยไม่พึ่งพาการใช้โน้ต แต่จริง ๆ แล้ว Play By Ear เหมือนเป็นการปูพื้นทางดนตรีในภาคกว้าง เปิดโรดแมปทางดนตรีให้แก่ผู้เรียน ทำให้ผู้เรียนรู้ว่า ตนเองอยู่ตรงไหนของโรดแมปและจะไปในโรดแมปต่าง ๆ ได้อย่างไร การใช้โน้ตยังสำคัญ โดยเฉพาะในการสื่อสารร่วมกันระหว่างเครื่องดนตรีหรือการเล่นดนตรีร่วมกัน และเป็นภาษาสากลทางดนตรี" และ Play By Ear นี่เองที่ทำให้ธเนศมีความเข้าใจดนตรีที่มากขึ้นหลากหลายขึ้น และเป็นเชื้อเพลิงที่ผลักดันความท้าทายใหม่ ๆ ให้กับตัวเอง พอความชอบแอคคอร์เดียนมีมากขึ้น จนถึงมีแอคคอร์เดียนที่สะสมหลายสิบตัว ตามคาแรคเตอร์ของเสียง ทำให้ธเนศอยากเห็นแอคคอร์เดียน 1 ตัวมีเสียงที่หลากหลายขึ้น การดัดแปลงแอคคอร์เดียนในฝันจึงเกิดขึ้น ธเนศเอาแอคคอร์เดียนที่ตัวเองซื้อมาจากหลากหลายที่มาให้ลุงจุ่นดัดแปลงแก้ไขนับสิบตัวในเวลาร่วมปี รวมถึงขยับมาดัดแปลงในแอคคอร์เดียนไฟฟ้า ถึงขั้นว่าจ้างวิศวกรอิเล็กทรอนิกส์มาโปรแกรมมิ่งเสียงในซอฟท์แวร์ของ
แอคคอร์เดียนไฟฟ้า ทั้งแอคคอร์เดียนธรรมดาและไฟฟ้า ธเนศเอามาผ่าตัดแปลงฝันให้กับตัวเองเกือบยี่สิบตัว มูลค่าของการทดลองความฝันเราไม่อยากนึกถึงเลย...

"มีใครทำแอคคอร์เดียนในแบบที่เราต้องการรึยัง?” นั่นคือคำถามที่เกิดแรงผลักดันในการหาคำตอบ และมากกว่าคำตอบคือ... "ผมเสิรช์กูเกิ้ล หาความรู้ต่าง ๆ จากทั่วโลกเกี่ยวกับแอคคอร์เดียน รวมถึงการประดิษฐ์ การใช้ การเล่นแอคคอร์เดียนในรูปแบบต่าง ๆ ในยูทูป ปรากฏว่าไม่มี และถ้าไม่มี ใช่เราคนแรกที่คิดค้นไหม? คำว่า Innovation ก็เกิดขึ้นมา ถ้าเราเป็นรายแรกล่ะ? เราจดสิทธิบัตรได้ไหม? มันเป็นความท้าทาย”

"ผมใช้เวลาสองปีในการศึกษา เรียบเรียง ติดต่อบริษัทที่รับจดสิทธิบัตร ส่งเนื้อหาให้คนแปลและยื่นขอสิทธิบัตร พอทางสิทธิบัตรโลกรับเรื่องตามเกณฑ์ ก็ใช้เวลาอีกสองปีในการพิจารณา สิ่งที่ผมคิดค้นก็ได้รับการประกาศสิทธิบัตรด้านแอคคอร์เดียน"

เราแอบถามว่า “เป็นรายแรกของโลกไหม?” ธเนศบอกว่าสิทธิบัตรเกี่ยวกับแอคคอร์เดียนมีออกมาไม่ถึงสิบชิ้น มีหลายชิ้นหมดอายุแล้วคงเหลือเพียงของเขาและอีก1-2ชิ้นเท่านั้นที่ยังได้รับความคุ้มครอง
เราทึ่ง... ทึ่งที่ว่าจากความสนใจในกระบวนการเรียนรู้ บวกกับสิ่งที่ชอบด้านดนตรี ผ่านเครื่องดนตรีที่ชอบอย่างแอคคอร์เดียน จะทำให้เกิดผลลัพธ์มาถึงขั้นจดสิทธิบัตรได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น สิ่งต่าง ๆ จะไม่มีวันเกิดขึ้นได้หากขาดซึ่งทัศนคติในเรื่องของ... “เป็นคนช่างสงสัย เป็นคนชอบตั้งคำถาม และเป็นคำถามที่เกิดขึ้นในเรื่องที่เราชอบ อย่างดนตรีที่มาจากงานอดิเรก ทำให้เกิดความท้าทายในการหาคำตอบ และสร้างผลลัพธ์ใหม่ ๆ การเป็นนักตั้งคำถามเป็นเรื่องที่สำคัญนะ”

การเป็นคนช่างสงสัยไปสู่เป็นคนหาคำตอบนั้น มันได้ให้อะไรกับเราบ้างไหม? เรามีคำถามแต่เป็นคำถามสามัญที่คิดว่าใคร ๆ คงอยากถาม

ธเนศเฉลยทิ้งท้าย...
"เกิดผลลัพธ์กับเรา 3 เรื่อง คือ หนึ่ง ความอิสระ พอเราค้นพบแง่มุมต่าง ๆ ของดนตรีเรามีอิสระ ที่ดนตรีไม่ผูกมัดเรา แต่ก่อนเราเคยเล่นดนตรีเครื่องนี้พอจะไปเล่นอีกเครื่องก็ต้องมาหาหรือดูโน้ตใหม่สำหรับเครื่องดนตรีชิ้นใหม่ ความอิสระตรงนี้ทำให้เราเป็นเนื้อเดียวกับเครื่องดนตรีต่าง ๆ ง่ายขึ้น เหมือนเรารู้จักธรรมชาติของดนตรีและเครื่องดนตรี" 

"สอง ความสุข สุขจากความเข้าใจ" ข้อสองนี้เราเห็นประกายบางอย่างในแววตาของธเนศ และเป็นประกายที่จุดคำถามในใจเราขึ้นมาว่า จะมีสักกี่คน ที่มีความสุขจากความเข้าใจ ในเมื่อทุกวันนี้เราหรือหลายคนมักนิยามความสุขที่ผูกติดกับวัตถุสิ่งของหรือรูปธรรมของการกระทำต่าง ๆ ความสุขที่เกิดอยู่ในใจนี้ จะว่าหาง่ายก็ง่าย จะหายากก็ว่ายาก แต่ธเนศได้บอกเราแล้วว่า ความสุขเกิดได้จากความเข้าใจ แม้กระทั่งกับเรื่องใด ๆ ก็ตาม แม้แต่ดนตรี...

"สาม สิทธิบัตร" ธเนศกลับมองเป็นผลพลอยได้ ที่ได้จากความท้าทาย การเดินทางของคำถามที่ต้องการหาคำตอบอย่างสุดทาง ทำให้เขาได้สิทธิบัตรซึ่งเป็นความภูมิใจกลับมาด้วย เราแอบเสริม จะมีใครสักกี่คนในประเทศที่มีสิทธิบัตรสากลเป็นของตนเองอย่างธเนศ 

คำถามสุดท้ายของเรา เหมือนจะมาสุดทางของดนตรี สุดทางของแอคคอร์เดียน แล้วทางต่อไปล่ะ?

"แหม บอกไปแล้วว่า... ดนตรีไม่มีวันจบ” ธเนศแย้งก่อนฉายภาพต่อไปให้เราเห็นเป็นที่น่าอิจฉาสำหรับเรา “ทุกวันนี้เรียกว่า เรามีจิตวิญญาณเป็นดนตรีไปแล้ว หายใจเข้าออกเป็นดนตรี มีเวลาว่างก็อยากใช้เวลากับดนตรี ดนตรีมีให้เรียนรู้เรื่อย ๆ ไม่มีวันหยุด มีจุดแวะเรียนรู้มากมาย ภาพที่เราอยากเห็นคือ ภาพตัวเองตื่นมามีแต่กิจกรรมเกี่ยวกับดนตรี เช่น เดือนนี้อยากซ้อมเพลงสไตล์นี้ ไปเรียนกับครูคนนี้ ใช้เครื่องดนตรีแบบนี้ เข้าห้องอัดทำเพลงเลย ทำมิวสิควีดีโอก็ได้ มีอะไรอีกเยอะที่อยากทำ อยากสัมผัส อยากอยู่กับมัน อย่างตอนนี้เพิ่งเรียนฟลูตมาได้ 2-3 เดือน เมื่อวานก็วันแรกที่เริ่มเรียนบีทบอกซ์กับลูกชาย” ธเนศปิดท้ายด้วยแววตาของความเอมใจ

เหมือนเส้นทางของธเนศในวันนี้ เริ่มต้นมาจากการตั้งคำถาม การสนทนาในวันนี้ทำให้เราซึมซับการตั้งคำถามจากเขา จนเราอยากตั้งคำถามขึ้นมาบ้าง คำถามถามว่า 
“จะมีใครตั้งคำถามกับสิ่งที่ชอบ แล้วค้นหาคำตอบที่ลงท้ายด้วยความสุข... ได้บ้าง?”
 

เรื่องโดย ณณัฏฐ์ เขมโสภต