บทสัมภาษณ์

สุกัญญา มิเกล

25 ปี ดีดีกันไว้ : ในวันที่ความฝันจะถูกส่งต่อ

ทันทีที่เรารู้ว่า... เราจะได้ไปสัมภาษณ์คุณสุกัญญา มิเกล เรารู้สึกเกร็งเอามาก ๆ ที่จะได้เจอกับตัวจริงของศิลปินร๊อกมาดแรง ๆ ห้าว ๆ อีกทั้งยังกังวลว่า หากพูดอะไรไม่ถูกใจ จะเจอสวนกลับมาแรง ๆ หรือเปล่า? เราตีความไปล่วงหน้าจากภาพฉายที่เราสัมผัสอย่างผิวเผิน

แต่ทันทีที่ได้เจอ เราก็สัมผัสได้ถึงความเป็นกันเอง เราบอกที่มาที่ไปในการสัมภาษณ์ ต่อจากนั้นความลื่นไหลก็พาเราเดินทางไปในโลกของบทเพลง “ดีดีกันไว้” ที่เธอฉายให้เราเห็นถึงอะไรต่อมิอะไรอย่างมีชีวิตชีวาและน่าสนใจ จนเราเผลอชวนเธอคุยนานถึงสามชั่วโมง นานจนไม่รู้จะเล่าให้ฟังอย่างไรดีในขอบเขตสามหน้าเอสี่ เพราะมันดีดีไปหมด…

เอาเป็นว่า... เราจะพยายามถ่ายทอดให้กระชับที่สุดเท่าที่จะทำได้ก็แล้วกัน

"เกลรู้ว่าตัวเองชอบศิลปะ ตั้งแต่อายุ 5-6 ขวบ ก็หยิบถ่าน ถ่านหุงข้าวนี่แหละ มาขีดเขียน โดยเรารู้ว่าเนื้อถ่านแบบไหนจะให้เส้นและโทนแบบไหน พอพ่อเกลรู้ พ่อบอกว่า ถ้าลูกชอบต้องศึกษาเรียนรู้ ทุกอย่างมีครู และศิลปะเป็นของสูง… พ่อเกลบอกไว้ และเกลก็เชื่ออย่างนั้น นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งที่ใจเราแสวงหาเลย แล้ววันหนึ่งพอเกลโตขึ้น ยุคเราโชคดีนะที่โตมากับเสียงเพลง เกลได้ฟังเพลงมากมาย และชอบร้องเพลง จำได้ตอนอายุ 17 ปี เกลก็รู้สึกว่าอยากเป็นนักร้องในผับ” นั่นเป็นภาพฝันใกล้ ๆ ตัวของเด็กสาวพื้นเพสัตหีบ-ชลบุรี ที่มองตัวเองกับโลกภายนอกที่เธอพอจะเอื้อมถึงได้ โดยที่หลายคนไม่รู้ว่า ฝันเธอชัดตั้งแต่อายุ 17 ล่วงหน้าก่อนอัลบั้มแรกชุด “หน้ากาก” จะออกตอนเธออายุ 20 ปี 

พอตอนอายุ 19 เกลก็ได้ไปออดิชั่นที่ผับแห่งหนึ่ง แล้วเขาก็รับ ให้เรามาร้องในวันรุ่งขึ้นเลย" นั่นหมายถึง สุกัญญาเป็นนักร้องหาเลี้ยงชีพแล้ว คณิตศาสตร์ของช่วงเวลาทำให้เราเข้าใจเส้นทางฝันของเธอชัดขึ้นอีก ความฝันและความเป็นจริงล่วงหน้าไปก่อนแล้ว ก่อนที่จะมีอัลบั้มเป็นของตัวเอง 1 ปี รู้สึกทึ่งกับความจริงที่สวนทางกับการรับรู้ของคนทั่วไป ว่าเธอใช้ความเป็นนางแบบ ความเป็น Sex Symbol กรุยทางสู่เส้นทางนักร้องออกอัลบั้มเหมือนนางแบบหลายคนในยุคนั้น เราเข้าใจผิดจริง ๆ และความเข้าใจผิดยังแปลงเป็นการรับรู้ที่ลึกซึ้งขึ้นเมื่อเธอเล่าต่อ...

"วันที่ไปออดิชัน เราไม่รู้ว่า มีลูกค้าคนหนึ่งนั่งฟังเราอยู่ในร้าน และรุ่งขึ้นเขาได้พาชายแก่ชาวอเมริกันคนหนึ่งมาฟังเราร้องในวันแรก เขาชื่อแลนดี้" “พอเราเล่นเสร็จลงจากเวที แลนดี้เข้ามาหาเกล บอกว่ายูร้องเพลงดีมากเลยนะ เราอยากสอนร้องเพลงให้เอาไหม? เราก็มองหน้าเขาแบบ... ไอ้นี่เป็นใคร? เราไม่เคยคิดว่าจะต้องมาเรียนร้องเพลง เราไม่เอาเลย แต่เขาก็บอกว่า ลองดู ไอจะสอนยูแค่ครึ่งชั่วโมง ถ้าไม่ดีก็ไม่ต้องเรียนต่อ ใช้ที่นี่สอนก็ได้ ขอใช้แค่คีย์บอร์ดตัวเดียว... เราก็งง เขาเห็นอะไรในตัวเราหรือ? ประกอบกับก็มาเรียนที่นี่ ไม่มีอะไรเสียหาย เอาก็เอาวะ ก็เลยขอทางร้านเขาใช้สถานที่ช่วงบ่ายพรุ่งนี้" เราเห็นความบ้าของคนอยากสอนและความบ้าของคนยอมให้สอน แต่ความบ้านี่แหละที่น่าจะเป็นความไม่ธรรมดา เราเดาอย่างนั้น

"พอบ่ายวันรุ่งขึ้น เกลเจอแก แกไล่คีย์เสียงของเกลว่าสูงสุดต่ำสุดได้แค่ไหน จากนั้นแกก็เล่าให้เราจินตนาการว่าคอเราเป็นเหมือนท่อที่ส่งเสียงออกมา โน่นนั่นนี่ แกพูดคุยแบบธรรมดาแต่เน้นให้เราจินตนาการ ให้เราลองใช้ลมแบบง่าย ๆ จากนั้นไล่คีย์ใหม่ เฮ้ย! เชื่อไหมว่า ภายในครึ่งชั่วโมง เขาสามารถขยายช่องเสียงของเราให้กว้างขึ้นได้ หมอนี่ไม่ธรรมดา จากนั้นเขาก็มาสอนเราอยู่ประมาณสามเดือน เดือนนึงแค่มานั่งคุยกันประมาณสองครั้ง นั่งคุย นั่งร้องเพลงกันไป ไม่ต้องไปเรียนในห้องซ้อมหรือเป็นหลักสูตรอะไร แต่มันได้ผลมาก เขาเน้นสอนเราแบบให้ร้องโอเปร่าได้เลยนะ แต่เรามาปรับใช้กับการร้องเพลงร็อก เพราะเกลชอบเพลงร็อก" นี่คงเป็นสิ่งยืนยันที่ว่าทำไม สุกัญญา มิเกล ถึงร้องเพลงได้ดีมาก ๆ ในทุกการแสดง และขอโทษ... เธอไม่เคยร้องลิปซิงค์ในการแสดงของเธอเลย

"บางทีแลนดี้รู้นะว่าเสียงเราดังได้แค่นี้ ดังไปไกลถึงตรงนู้นไม่ได้" เกลชี้ไปที่ผนังร้านกาแฟที่ห่างจากโต๊ะเราไปราวสิบกว่าเมตร "แต่พอเขาสอน เสียงเราไปถึงตรงนั้นได้อ่ะ สารพัดเทคนิคที่แลนดี้สอนเรา มันเหมือนของขวัญจากพระเจ้าที่ส่งผ่านแลนดี้มาให้เกลเลยนะ เกลเชื่ออย่างนั้น เพราะแลนดี้เขาเดินทางไปหลายประเทศ มีความสามารถที่จะสอนให้ใครหลายคน แต่เขาเลือกสอนเกล" และการมาของแลนดี้ในช่วงนั้น อาจเป็นจังหวะแทรก จังหวะคั่น หรือจังหวะปั้นที่เหมาะสม ที่มาเพิ่มศักยภาพของเธอ ก่อนที่เธอจะได้ทำอัลบั้มแรกในชีวิต

เรื่องเล่าของเธอสนุก แต่เราไม่ลืมคำถามสามัญถึงช่วงเวลานั้น… คิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จไหม? 

"มันอาจไม่ประสบความสำเร็จในเรื่องยอดขายหรือตัวเงิน แต่สำหรับเกล เกลถือว่าสำเร็จนะ ในแง่ที่มันให้เราได้ยืนบนเส้นทางของดนตรี" เราเถียงว่า ต้องเรียกว่าประสบความสำเร็จเลยล่ะ ไม่งั้นคงไม่มีอัลบั้มออกถึง 6 ชุดในระยะเวลาแค่ 13 ปีหรอก แต่เธอไม่เห็นด้วยทั้งหมด เธอขยายความว่า “พออัลบั้มแรกออก เราก็ใช้ชีวิตไปวัน ๆเหมือนเดิมนะ มีงานก็ไปทำ ไม่มีงานก็อยู่คอนโด เป็นคนธรรมดาทั่ว ๆ ไป จนได้งานออกคอนเสิร์ตกับคาราบาวสมัยนั้น จนวันนึงระหว่างรอขึ้นรถตู้กลับจากทัวร์คอนเสิร์ต ได้เจอพี่ปุ้ม (พงศ์พรหม สนิทวงศ์ ณ อยุธยา) จากการแนะนำของพี่อี๊ด (ยิ่งยง โอภากุล) ที่ไปร่วมคอนเสิร์ตด้วยกัน “มีอะไรให้เกลมันทำมั้ย น้องมันว่างอยู่" นั่นเป็นวันแรกที่เธอได้เจอพี่ปุ้ม ซึ่งเธอเชื่อว่าพระเจ้าได้ส่งของขวัญอีกชิ้นมาให้เธอผ่านการเจียรนัยจากพี่ปุ้ม

"พี่ปุ้มหันมาทางเรา ถามว่าชอบเพลงร็อกหรือเปล่า? แล้วยังอยากร้องเพลงไหม? พอแกถามมาอย่างนี้ ก็ตอบเลย เอาสิพี่ ตอนนั้นเกลรู้แล้วว่า เกลรักดนตรีมาก เกลจะทำแบบถวายหัวเลย ไม่คาดหวังอะไรนอกจากได้ร้องเพลง" 

"พี่ปุ้มบอกเกลว่า ฟังเพลงของเกลแล้วนะจากอัลบั้มแรก แกไม่ธรรมดาเลย แกเป็นนักร้องที่ดีและหายาก แกเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากเป็นนักร้องเพลงร็อก แกบอกไว้อย่างนั้น เฮ้ย! พี่ปุ้มเห็นอะไรในตัวเราวะ" ผ่านไปหนึ่งปี พี่ปุ้มก็ตามตัวเธอไปทำอัลบั้ม

"มาเจอพี่ปุ้ม แกเดินออกมาจากห้องอัด ทักเราว่าจะรับเบียร์หรือเหล้า เกลตอบกลับทันที มีเหรองั้นเอาเหล้าเป๊กนึง ไม่มีคะ/ค่ะกับแกเลยนะ ตอบห้วน ๆ แล้วถามแกกลับ แล้วพี่ล่ะเหล้าหรือเบียร์? พี่ปุ้มบอกว่าไม่ดื่ม เขาทำให้เราเปิดรับเขาเลยนะ เขาไม่รังเกียจคนห่าม ๆ ที่มีกำแพงหนาอย่างเรา แถมยังมานั่งคุยกับเราด้วยนะ ขำนะที่แกถาม รู้จักแกไหม? เกลบอกไม่รู้จัก แกบอกไม่รู้จักวันนี้ไม่เป็นไร วันหน้าค่อยรู้จัก" เราเห็นความอัธยาศัยใจดีของพี่ปุ้ม และการเปิดใจรับของเธอในครั้งนั้น

"ตอนเริ่มทำอัลบั้มที่สอง มีวันนึงแกมาถามว่า ถ้ามีแฟนแล้ววันนึงเลิกกัน เกลรู้สึกอย่างไร เกลบอกก็ยังเป็นเพื่อนกันได้นี่ จะตีกันไปทำไม เลยเป็นที่มาของเพลงดีดีกันไว้" เกลหยุดนิดนึงก่อนเล่าต่อว่า “พี่ปุ้มเป็นคนที่ศึกษาตัวเรามาก เขารู้ว่าเราเป็นคนยังไง รู้จักเราดีกว่าที่เรารู้จักตัวเองเสียอีก พี่ปุ้มแต่งเพลงดีดีกันไว้จากตัวเราเลย คือ แกเลือกชูความถ่อมตัวของเราไปพร้อม ๆ กับความมั่นใจของเราด้วย ประมาณที่เลิกคบกันเพราะกูก็เห่ย แต่มึงก็โอเวอร์ใช่มั้ยล่ะ เพลงมันสวยมันน่ารัก แกไม่แต่งเพลงให้มันร็อกเกินไป ซึ่งจะทำให้เรามีบุคลิกที่แรงเข้าไปอีก และนั่นอาจทำให้เราและคนฟังเข้าถึงกันยาก” เธอออกความเห็นทิ้งท้าย เราเห็นด้วยเลย ถ้าวันนั้นสุกัญญา มิเกล เป็นร็อกเกอร์ร้องเพลงหนัก ๆ ห้าว ๆ เหมือนบุคลิกตัวเธอ เส้นทางการตอบรับจะยาวนานถึงวันนี้หรือเปล่า…

"พี่ปุ้มลงมาทำงานกับเรา ลงมารู้จักตัวตนเรา พร้อมกับรู้จักเสียงของเราไปด้วย รู้ว่าเราไล่เสียงสูงต่ำได้แค่ไหน แต่แกเอาที่พอดีกับตัวเพลง เอาความเป็นเรามากกว่าที่จะไปโชว์ความสามารถทางเสียงที่เราไปได้มากกว่านั้น เหมือนพี่ปุ้มรังสรรค์เพลงจากตัวตนของเรา" จะเป็นเพราะเพลงสะท้อนตัวตน หรือตัวตนสะท้อนเพลงเราไม่รู้ แต่ทันทีที่เพลงนี้เผยแพร่ออกไป ชีวิตของเธอก็เปลี่ยนไป... วันหนึ่งเธอลงมาจากคอนโดมาซื้อข้าวผัดกะเพรา แล้วคนล้างรถแถวนั้นเปิดเพลงนี้ขึ้นมา จากนั้นเธอก็ได้ยินเพลงนี้มากขึ้น โดยเฉพาะบนรถแท็กซี่ บ่อยครั้งคนขับมักคุยกับเธอว่า คนร้องเพลงนี้เสียงมันเท่ห์ ท่าทางตัวจริงมันจะหล่อนะ แทบจะร้อยทั้งร้อยคิดว่าเพลงนี้คนร้องเป็นผู้ชาย 

"ทางค่ายปล่อยเพลงนี้ผ่านคลื่นวิทยุโดยไม่ได้บอกว่าใครเป็นคนร้อง เขาตั้งใจที่จะโปรโมทตัวเพลงกับเสียงร้อง มากกว่าโปรโมทตัวนักร้อง ซึ่งผลตอบรับดีมาก เพลงจากค่ายเล็ก ๆ ได้ติดชาร์ตคลื่นใหญ่ ๆ สี่เดือนติดต่อกัน รวมถึงเพลงรักเธอจริง ๆ ด้วย จากนั้นก็เริ่มมีงานสัมภาษณ์ โชว์ตัว จ้างไปร้อง มีทุกวัน วันละ 2-3 งาน" 

“ดีดีกันไว้” ผ่านมา 25 ปีแล้ว กว่าครึ่งชีวิตที่เธอได้เดินทางไปบนถนนสายดนตรีพร้อม ๆ กับเพลงนี้ เธอ รู้สึกอย่างไร?

"เพลงดีดีกันไว้เป็น Symbolic หนึ่งของเกล ที่ดูแลชีวิตเกล เลี้ยงชีพเกลและลูก ๆ ทุกวันนี้มีเงินจ่ายค่าหยูกยาให้ลูกก็เพราะเพลงนี้ รวมถึงเป็นน้ำทิพย์ชโลมใจ ในวันที่เกลท้อแท้ มันให้กำลังใจเรา แม้แต่วันที่เป็นขาลงของเรา เกลเคยได้ค่าตัวน้อยมาก บางงานเขาจ้างให้ไปร้องเพลงแค่ครึ่งชั่วโมง แต่พอเกลได้ขึ้นไปร้องแล้วคนดูร้องกลับมา มันส่งความสุขให้เกลเลยนะ สุขที่ได้ร้อง คนดูก็สร้างความสุขให้เกล สุขสองเท่าเลยนะ รวมทั้งมันเป็นสิ่งที่เชื่อมเกลกับคนฟังได้ตลอดจนถึงทุกวันนี้"

"เพลงนี้เกลเคยได้ยินเขาทำแบบสกาที่เชียงใหม่ แบบเร็กเกที่สุพรรณบุรี มันไม่น่าเชื่อว่าเพลงนี้มันสวยงามมีคุณค่ามาก จะเล่นแบบไหนก็เพราะ มีคนไปทำเป็นแจ็สก็เพราะ และเป็นเพลงที่พอดนตรีขึ้นนี่... โยกกันมันส์เลย เขาชอบเพลงนี้โดยที่ไม่รู้หรอกว่าเนื้อเพลงสื่อถึงอะไร เราก็ได้คอนเนคกับคนฟังต่างชาติด้วย หรือมีเด็กวัยรุ่นหลายคนมาทักเรา บอกว่าชอบเพลงนี้เพราะเคยได้ยินแม่เปิดฟังแต่เด็ก โตมาก็ชอบเพลงนี้อยู่ มันเหมือนส่งต่อไปยังรุ่นต่อ ๆ ไปแล้วนะ เราเองก็ใช้เพลงนี้ฮัมกล่อมลูกนอนด้วย ซึ่งก็เท่ากับเราได้ส่งต่อให้กับลูกของเราด้วย

ความรู้สึกที่สะสมมาตลอด 25 ปีคงไม่ได้มีแค่นี้ มันมีมากมายบรรยายไม่หมด เธอขยายความรับรู้กับเราต่อ
"อย่างที่บอก เหมือนเพลงนี้พระเจ้าส่งมาให้เกลร้อง โดยก่อนหน้าพระเจ้าได้ขีดเส้นทางหรือปูทางให้เกลได้เดินก่อนที่จะมาเจอเพลงนี้ เริ่มจากการได้เป็นนักร้องในผับ ทำให้เพื่อนแลนดี้พาแลนดี้มาเจอเรา หรือเราได้ไปออกคอนเสิร์ตกับคาราบาว แล้วได้รอนั่งรถตู้กลับกับพี่อี๊ด และพี่อี๊ดถามหางานให้เกลทำกับพี่ปุ้ม หรือพี่ปุ้มฝากพี่หนุ่ม ทีโบนให้ตามหาเรา อย่าลืมนะวันนั้นยังไม่มีโซเชียลมีเดียหรือมือถือเลยนะ ถ้าวันนั้นเกลไม่ไปที่แซกโซโฟนก็คงไม่ได้เจอพี่หนุ่มที่ไปในวันนั้นพอดี เกลก็อาจจะไม่ได้ทำเพลงกับพี่ปุ้ม พระเจ้าเหมือนขีดเส้นบางอย่างให้เราไว้แล้ว โดยผ่านเมสเซนเจอร์หลักสองคนคือ “แลนดี้” และ “พี่ปุ้ม” ที่ไม่ได้มีหน้าที่แค่ส่งมอบของขวัญจากพระเจ้าเท่านั้น แต่ทั้งสองคนได้เจียรนัยของขวัญนั้นก่อนส่งมาให้เกล คนหนึ่งเจียรนัยเสียงร้อง อีกคนหนึ่งเจียรนัยเพลงที่เลี้ยงชีวิตเรามาตลอด 25 ปี

"อย่างแลนดี้เขาเดินทางไปทั่วโลก เขามาไทยเหมือนมาเพื่อเจอเรา มาสอนเรา จากนั้นเขาก็ออกเดินทางต่อไป จนวันที่เรามีอัลบั้มเป็นของตัวเองและเล่นอยู่ในผับ เราเห็นเขามาดูเรา เขาพกอัลบั้มเราติดตัวตลอดเลย และบอกเราว่าชอบเพลงเพียงเธอ" (เพียงเธอเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์รักแห่งสยามเมื่อปีพ.ศ. 2550 จนหลายคนหาเพลงต้นฉบับมาฟังกันอีกครั้ง ทำให้สุกัญญา มิเกล ถูกพูดถึงอีกระลอกในแวดวงคนฟังดนตรี) “จนวันที่แลนดี้จากไป ในกระเป๋าของเขายังมีอัลบั้มของเกล และเกลรู้ตอนหลังว่าเขาเขียนอีเมล์ถึงเพื่อน ๆ เขา ว่ามีลูกสาวหนึ่งอยู่ที่ไทย ชื่อ “สุกัญญา มิเกล” เหมือนเขาเดินทางมาที่ไทยเพื่อสอนเกลร้องเพลงเลยนะ” เหมือนใครคนหนึ่งถูกขีดเส้นเพื่อมาทำหน้าที่บางอย่างให้กับใครบางคนแล้วก็จากไป…

"อย่างพี่ปุ้ม นอกจากให้เราเกิดกับเพลงนี้ เลี้ยงชีพด้วยเพลงนี้ พี่ปุ้มไม่เคยเรียกร้องจากเราเลย ในวันที่มีกฏหมายลิขสิทธิ์เป็นเรื่องเป็นราว เกลมีเพลงร็อก 60 เพลง แต่ไม่สามารถเอาไปร้องได้เพราะติดเรื่องลิขสิทธิ์ แต่พี่ปุ้มบอกว่า ถ้ามันไม่ใช้เพลงนี้แล้วมันจะเอาอะไรกิน นี่คือสิ่งที่ปุ้มมอบให้กับเกล เป็นมรดกที่ส่งมาให้เกลได้หาเลี้ยงชีพชนิดที่ไม่เรียกร้องอะไรจากเราเลย"

"สองคนนี้เหมือนเมสเซนเจอร์ที่ส่งของขวัญจากพระเจ้ามาให้เรา จนมาวันนี้... เราอยากเป็นผู้ส่งต่อบ้าง"

"วันหนึ่งพอเรามีลูก พอคลอดเขาออกมาได้หนึ่งอาทิตย์ เราเริ่มคิดว่า... เราจะส่งต่ออะไรให้กับลูกเราได้บ้าง เหมือนที่เราเคยได้รับมา ก่อนมีลูกชีวิตเราอยากมีความสุข แต่พอมีลูกเริ่มคิดว่าเราน่าจะทำประโยชน์อะไรส่งต่อแก่ลูกหลานเราบ้าง เรามีอะไรให้ลูกเราบ้าง เท่าที่นึกได้ก็มี…"

"หนึ่ง ความไม่ยอมแพ้ เกลจะสอนให้ลูกเกลไม่แพ้อะไรง่าย ๆ เกลมีพลังที่จะถ่ายทอดให้คนรอบข้างมีแรงฮึดสู้กับสิ่งที่เขาอยากจะทำ หลายคนบอกว่าอยู่กับเกล คุยกับเกลแล้วเหมือนได้พลังอะไรบางอย่างจากเกล" อันนี้เรายืนยัน แค่ฟังการบอกเล่าเรื่องราวของเธอไม่ใช่ของเราเลย แต่ทำไมมันเหมือนได้พลังอะไรบางอย่างเติมเต็มหัวใจตลอดการสนทนาเลย

"สอง ความรู้ทางด้านดนตรี เราจะเอาความรู้ที่ได้จากแลนดี้ วิธีการสอนของแลนดี้ บวกกับประสบการณ์ในเส้นทางดนตรีของเราตลอด 25 ปี มาถ่ายทอด เกลอยากเปิดคอร์สสอนร้องเพลงนะ"

"แล้วสามล่ะ? อะไรที่เราเคยได้รับมาและสามารถส่งต่อได้?” “เราคิดว่ามีหลายคนมีความฝัน เกลเคยฝันอยากเป็นนักร้อง และเราได้รับโอกาสนั้นมา วันนี้เราพบว่ามีนักดนตรีคนทำงานสายดนตรีหลายคนที่เขาอยากมีผลงาน เราจะเป็นคนกลางที่นำเสนอผลงานเขาสู่สายตาภายนอก คนหลายคนอยากมีบทเพลงที่ออกไปแล้วบอกลูกเขาว่านี่ไงเพลงของพ่อ ตรงนี้เกลคิดว่ามันเป็นสุขก่อนตายนะ คนที่มีฝันแล้วได้อย่างฝัน เขาสุขก่อนตายแล้ว เกลจะเป็นแกลเลอรีเคลื่อนที่ให้เขาเอง" เธอเล่าถึงสิ่งที่เธออยากทำ

"เกลอยากเอาผลงานของใครหลายคนที่อยู่ในซอกหลืบ ที่ยังไม่มีใครรู้จัก เอามาร้องเอามาถ่ายทอด และจะนำเสนอในนามของเจ้าของงานจริง ๆ ไม่ใช่ของเกล เกลเป็นแค่สะพาน พาผลงานเขาไปถึงผู้เสพย์งาน อย่างที่บอกเกลเป็นเหมือนแกลเลอรี ผลงานเป็นของเจ้าของไม่ใช่ของเกล" เธอย้ำถึงบทบาทของเธอ เหมือนเธอจะบอก เราว่าเธอเป็นคนที่เคารพในคุณค่าของผลงานของผู้อื่น ก่อนจะทิ้งท้ายเอาไว้ว่า

"เพลงดีดีกันไว้ เป็นงานศิลปะ เป็นของมีค่าที่พระเจ้ามอบมาให้ เกลจะร้องอย่างตั้งใจทุก ๆ ครั้ง ร้องสดทุกครั้ง ไม่มีเบื่อที่จะร้องมัน เกลจะไม่เอาไปร้องในวงเหล้าหรืองานกะเรกะราดเลยนะ เพราะมันเป็นสิ่งที่มีค่าที่ควรถูกนำเสนอบนเวทีเท่านั้น หรือถ้าไม่บนเวทีก็คือ ฮัมให้ตัวเองฟังในฐานะน้ำทิพย์ชโลมใจในวันที่เราท้อแท้ หรือเป็นบทเพลงกล่อมนอนในฐานะสิ่งที่เราจะส่งมอบให้ลูกเราด้วยความรู้สึกที่ดีแก่เขา"

บทสนทนาตลอด 3 ชั่วโมง บอกให้เรารู้ว่า “สุกัญญา มิเกล” ให้ค่าความสำคัญกับศิลปะมากเพียงใด เธอดำเนินชีวิตด้วยความเคารพในงานศิลปะที่เธอได้รับโอกาสมาอย่างซื่อสัตย์ตรงไปตรงมาจนเป็นส่วนหนี่งของชีวิต และทั้งหมดนี้ เราเรียกมันว่า "จิตวิญญาณ"

 

เรื่องโดย ณณัฏฐ์ เขมโสภต