เรื่องน่าอ่าน

Wealth Management

หลังเกษียณฉันจะยังใช้เงินเท่าเดิม

ถ้าคุณคิดแบบนี้ แสดงว่าคุณยังไม่รู้จักความน่ากลัวของ "อัตราเงินเฟ้อ" ในปัจจุบันที่ปรึกษาทางการเงินจะใช้อัตราเงินเฟ้อที่ 3-4% มาคำนวณเพื่อวางแผนทางการเงิน นั่นคือเงินเฟ้อที่นำเอาราคาสินค้าหลักๆส่วนใหญ่ที่เราใช้ในชีวิตประจำวันมาคำนวณ ผมขอยกตัวอย่างง่ายๆของอัตราเงินเฟ้อมาเพื่อให้ได้เข้าใจกันนะครับ สมมุติว่าสินค้า A ในปีที่แล้วมีราคา 100 บาท แต่ราคาในปีนี้เป็น 104 บาท ราคาแพงขึ้น 4 บาท ( 4% ) แสดงว่าอัตราเงินเฟ้อของสินค้า A เท่ากับ 4% คุณคงยังจำได้ว่าเมื่อ 20 ปีที่แล้วคุณจ่ายเงินซื้อข้าวผัด 1 จานในราคากี่บาท และตอนนี้ข้าวผัดจานขนาดเดียวกันมีราคากี่บาท ราคามันแพงขึ้นไม่ต่ำกว่า 2 เท่าใช่ไม๊ครับ? แล้วอีก 20 ปีข้างหน้าหรือตอนคุณเกษียณล่ะ...มันจะเป็นราคาเท่าไหร?

แต่...คุณทราบไม๊ครับว่า "สินค้าเพื่อผู้สูงอายุ" มีอัตราเงินเฟ้อในปัจจุบันอยู่ที่ 5.1% (อ้างอิงข้อมูลจาก J.P. Morgan) นั่นคือ...มากกว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไป แสดงว่าสินค้าที่ผู้สูงอายุจำเป็นต้องใช้จะมีราคาแพงขึ้นในอัตราที่มากกว่าสินค้าอื่นๆที่ใช้ในชีวิตประจำวัน

แล้ว...หลังเกษียณคุณจะใช้เงินเท่าเดิมได้อยู่หรือไม่?

ยังมีอีกอย่างน้อย 3 อย่าง ที่ผู้สูงอายุทำจนคุณจะเห็นจนชินตา

ไปหาหมอ : ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าเมื่อคุณอายุมากขึ้นสุขภาพของคุณจะแย่ลง ด้วยความเสื่อมของร่างกายอย่างเลี่ยงไม่ได้ทำให้คุณต้องใกล้ชิดกับหมอ บางคนพบกับหมอบ่อยจนแทบจะเป็นญาติกันแล้ว แต่ญาติคนนี้เวลาไปพบก็ต้องจ่ายเงินให้เขาทุกครั้งจริงไม๊ครับ? ถ้าสังเกตุดีๆจะเห็นว่าเงินที่คุณจ่ายเพื่อเป็นค่ารักษาพยาบาลจะแพงขึ้นทุกปี แพงขึ้นเฉลี่ยปีละ 6-9% นี่แสดงว่าตอนคุณอายุมากๆก็มีโอกาสที่จะใช้เงินสำหรับการดูแลสุขภาพมากขึ้นทุกปีแน่นอน ซึ่งก็ต้องใช้เงิน

อยู่บ้านมากขึ้น : ตอนที่คุณเกษียณก็ไม่ต้องไปทำงาน ใช้เวลาอยู่ที่บ้านมากขึ้น คนขี้ร้อนก็ต้องเสียค่าไฟจากการเปิดแอร์มากขึ้น คนชอบทำอาหารก็เสียค่าแก๊สมากขึ้น คนชอบดูทีวีก็เสียค่าไฟมากขึ้น ซึ่งก็ต้องใช้เงิน

สะสมบุญ : คุณคงชินตากับการที่เห็นผู้สูงอายุไปทำบุญ (ถ้ายังไม่แก่พอคุณอาจจะยังไม่เข้าใจอารมณ์นั้น แต่ถ้าถึงวันนั้นคุณจะเข้าใจ) อาจจะเพื่อสะสมบุญ เพื่อความสงบทางจิตใจ หรือด้วยเหตุผลอื่นๆ ซึ้งก็ต่องใช้เงิน

แล้ว...หลังเกษียณคุณจะใช้เงินเท่าเดิมได้อยู่หรือไม่?

ถ้าคำตอบคือ "ใช่" คุณเตรียมตัวลำบากได้เลย

ถ้าคำตอบคือ "ไม่" แล้วคุณจะเตรียมตัวอย่างไร?

ปรึกษาที่ปรึกษาทางการเงินที่มีประสบการณ์เถอะครับ พวกเขาช่วยคุณได้ ผมบอกตรงๆ
 

 

เรื่องโดย พัชภัคกร สุรรัตน์ : Financial Advisor
Facebook : www.facebook.com/financial.sabai

กลับสู่หน้าหลัก