Articles

a Smile Story ทางบ้านฝากให้ยิ้ม

BigSmile World

มองหานักเขียนจากทางบ้าน เพื่อแชร์เรื่องสั้นตามความถนัด

ติดต่อเพื่อส่งเรื่องของคุณ และพูดคุยกับทีมงาน

คุณประหยัด

ผมโตมาในยุคข้าวยากหมากแพง ที่สถานีโทรทัศน์บ้านเราต้องพักการออกอากาศ (จอดำ) ช่วงเวลาเย็นตั้งแต่ 18.30 ถึงประมาณสองทุ่ม ตามนโยบายประหยัดพลังงานของป๋าเปรม ทั้ง ๆ ที่เป็นยุคโชติช่วงชัชวาล “ในน้ำมีปลา ในนามีข่าว ในอ่าวมีแก๊ส” แต่ไฟฟ้าใช้พลังงานน้ำมัน และราคาน้ำมันโลกก็ดีดตัวขึ้นสูง ที่สำคัญก็คือมีน้ำมันไม่พอใช้

ในยุคใกล้ ๆ กันพวกเราต้องไปเข้าแถวเวียนเทียนกันซื้อน้ำตาลทรายตามโควต้าซื้อได้แค่คนละ 1 กิโลกรัม เนื่องจากผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการจากปัญหาผลิตผลไร่อ้อย แต่นั่นไม่สำคัญเท่าความทรงจำที่มีต่อคุณพ่อที่สอนให้พวกเราประหยัด

คุณพ่อโตมาในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ข้าวยากหมากแพงยิ่งกว่าสมัยผมยังเด็กเป็นร้อยเท่า ไม่ต้องพูดถึงโทรทัศน์กับน้ำตาลทราย แค่ปัจจัยสี่ยังมีไม่ครบ โดยเฉพาะเสื้อผ้าเป็นของหายากมาก บางบ้านต้องเอามุ้งเอาผ้าห่มมาตัดเสื้อตัดกางเกง ระเบิดก็ต้องคอยหลบ และยังต้องหุงหาอาหารวันละ 3 มื้อ ยังไม่นับที่ต้องออกไปทำงานหาเลี้ยงครอบครัว

จากบทเรียนอันแสนยากเข็ญดังกล่าว ทำให้คุณพ่อเป็นคนประหยัด ในแง่การทะนุถนอมของใช้ภายในบ้านเป็นอย่างมาก ยิ่งเรื่องกับข้าวกับปลายิ่งไม่ต้องพูดถึง คือห้ามทานข้าวเหลือแม้แต่เม็ดเดียว ไข่เค็มยังต้องทานหมดเกลี้ยงให้เห็น โดยเฉพาะของใช้เก่าๆ ในบ้านหลายอย่างยังอยู่และใช้งานได้ดี ไม่ว่าจะเป็นวิทยุ โทรทัศน์ ไขควง กรรไกร เครื่องครัวต่าง ๆ แม้กระทั่งมีดโกนหนวดที่พ่อใช้มากว่า 60 ปี

จะว่าเป็นเพราะการผลิตข้าวของเครื่องใช้สมัยก่อน โรงงานต่างๆ ใช้วัตถุดิบคุณภาพสูง ของจึงไม่พังง่าย ยิ่งเก็บรักษาอย่างดียิ่งยืดอายุการใช้งาน ผิดกับในยุคนี้ ของใช้ต่าง ๆ มีราคาถูกลง และคุณภาพก็สมราคา คือใช้แล้วพังคามือในเวลาไม่นาน มีส่วนบ่มเพาะนิสัยไม่ประหยัดให้เกิดขึ้น

ผมเชื่อว่า มีคนรุ่นคุณพ่อผมจำนวนมากที่ยังใช้ของอย่างทะนุถนอม และก็เชื่อว่ามีคนรุ่นคุณพ่ออีกไม่น้อย ที่เปลี่ยนนิสัยกลายเป็นคนไม่ประหยัด เพราะข้าวของต่างๆ ราคาไม่แพง และหาซื้อได้ง่าย ใช้แล้วทิ้ง เพราะมันเสื่อมสภาพเร็ว นิสัยไม่ประหยัดจึงบ่มเพาะด้วยการเวลาและถ่ายทอดสู่คนรุ่นต่อมา

ผมคิดว่า การที่เรามีนิสัยประหยัด นอกจากจะลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนของเราเองในทางตรงแล้ว ในทางอ้อมก็มีส่วนช่วยลดรายจ่ายของสังคมได้ ยังไม่ต้องพูดถึงมีส่วนช่วยสร้างจิตสำนึกสาธารณะช่วยประหยัดสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นของส่วนรวม ซึ่งแน่นอนว่าย่อมตรงกันข้ามกับการล้างผลาญ

ใครมีเงินจ่ายค่าน้ำก็ใช้น้ำกันเพลิน ใครมีเงินจ่ายค่าไฟก็ใช้ไฟกันเหมือนไม่เคยเห็นไฟฟ้ากันมาก่อน ใครมีเงินจ่ายค่าเน็ตก็ใช้เน็ตกันทำนองว่าพรุ่งนี้จะไม่ได้ใช้เน็ตอีกแล้ว

ใครมีเงินจ่ายค่าน้ำมันค่าแก๊สก็ใช้กันอย่างลืมตาย ทั้งๆ ที่ของบางอย่างมันไม่ได้วัดกันที่ความสามารถในการจ่าย แต่ของบางอย่างคือทรัพยากรส่วนรวม

ผมคิดว่านิสัยประหยัดเป็นเรื่องดี และควรบ่มเพาะให้คนรุ่นใหม่ ไม่ว่าคุณจะเป็นคนรุ่นไหน วัยเงิน หรือวัยทองครับ

เรื่องโดย : ดร. จักรกฤษณ์ สิริริน

กลับสู่หน้าหลัก