เรื่องน่าอ่าน

a Smile Story ทางบ้านฝากให้ยิ้ม

วันอัศจรรย์ใจของผมกับในหลวงรัชกาลที่ 9

นับเป็นภาพที่คุ้นตาทีเดียวสำหรับวัยรุ่นยุค Gen X เช่นผม ในการเห็นข่าวพระราชกรณียกิจของในหลวงรัชกาลที่ 9 ในข่าวพระราชสำนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาพพระองค์ทรงประทับนิ่งเป็นเวลานาน ๆ ในยามที่หยิบยื่นใบปริญญาบัตรมอบให้แก่บัณฑิตจบใหม่ในวันพระราชทานปริญญาบัตรในแต่ละปี 

และผมก็มีวันนั้นเช่นเดียวกัน วันรับพระราชทานปริญญาบัตรที่ทางมหาวิทยาลัยกำหนดจัดขึ้นในเดือนธันวาคมของทุกปี ในปีที่ผมรับพระราชทานปริญญาบัตร เป็นปีที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงหายจากประชวร และเสด็จมาพระราชทานปริญญาบัตรด้วยพระองค์เอง ซึ่งทำให้ผมรู้สึกปลาบปลื้มใจมากกับโอกาสในครั้งนี้ เพราะนี่อาจเป็นโอกาสเดียวในชีวิตของผมที่จะได้เห็นในหลวงรัชกาลที่ 9 อย่าใกล้ชิดที่สุดด้วยตาของตนเอง

คืนก่อนวันรับปริญญา งานเลี้ยงฉลองระหว่างพี่บัณฑิต กับรุ่นน้องสายรหัสของตนเองถูกจัดขึ้นอย่างสนุกสนาน และหลาย ๆ คนใช้เวลาฉลองกันเกือบทั้งคืน รวมถึงผมด้วย แม้ว่าจะไม่ถึงกับสว่างคาตา แต่เวลาที่เหลือก่อนจะถึงตอนเช้าก็ทำให้ไม่กล้าหลับ เพราะกลัวจะลืมตื่น หรือตื่นไม่ทัน จึงทำได้แต่เพียงอาบน้ำแต่งตัว แล้วก็รอให้ถึงเวลานัดหมาย มันช่างเป็นเช้าที่เชื่องช้าเพราะง่วงเสียเหลือเกิน แต่ต้องอดทน ในใจก็คิดว่า คงไม่ใช่ผมคนเดียวแน่ ๆ ที่รู้สึกแบบนี้ ไม่เป็นไร หลังจากยืนรับเสด็จฯ และเข้าไปนั่งที่เรียบร้อยแล้ว คงได้ใช้โอกาสนี้นั่งหลับ อย่างน้อยคณะของผมก็นั่งอยู่ด้านท้าย ๆ 

ได้เวลาสะดุ้งตื่นเพราะ แถวของบัณฑิตที่นั่งก่อนหน้าผม 2 แถวเริ่มลุกขึ้นยืน  อ้อ... คงใกล้ได้เวลาแล้ว ความรู้สึกในขณะนั้นบอก แหมนั่งหลับได้นานทีเดียว ในใจคิด รู้สึกสดชื่นกว่าเมื่อเช้ามาก แถมฆ่าเวลาได้มากเสียด้วย ขณะนี้ผมมีความพร้อมอย่างเต็มที่ทั้งกายและใจ ความง่วงหายไปสิ้น จิตใจรู้สึกเบิกบานและตื่นเต้นกับช่วงเวลาที่จะยืนต่อหน้าพระพักตร์ แม้จะเป็นเวลาช่วงสั้น ๆ ก็เถอะ จะขอใช้เวลานี้มองในหลวงด้วยตาตนเองสักครั้ง คิดไป สายตาก็จับจ้องชื่นชมพระบารมีของพระองค์ท่านที่ทรงประทับอยู่ด้านหน้าไกล ๆ อย่างไม่วางตา 

พอช่วงเวลาสำคัญที่สุดของผมมาถึง แถวของผมก็ลุกขึ้นเดิน จนมาถึงเวทีด้านหน้าหอประชุมที่จัดให้เป็นที่ประทับของในหลวง บัณฑิตทั้งหมดถูกจัดให้เป็นแถวตอนเรียงหนึ่งทยอยเดินขึ้นบันไดเวที อาจารย์ที่ยืนดูแลแถวบัณฑิตอยู่ด้านล่างก็คอยเตือนบ่อย ๆ ว่าอย่าลืมก้มหน้าเอาไว้ คำเตือนแม้ไม่ได้ขัดอกขัดใจอะไร แต่ช่างขัดกับความอยากของผมเสียจริง ใจนั้นอยากจะมองในหลวงให้เต็ม 2 ตา เลยต้องมากลัว ๆ กล้า ๆ แต่ยังไงยังอยากจะเห็นพระองค์ท่านชัด ๆ สักครั้งหนึ่งในชีวิต ก็เลยตัดสินใจว่าจะพยายามเงยหน้ามองให้เต็มตาที่สุดเท่าที่จะมองได้ ในขณะที่พยายามรักษาอาการก้มหน้าให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ก็แล้วกัน ได้แค่ไหนก็แค่นั้น ยังไม่รู้หรอกว่าจะทำยังไง จนกระทั่งบัณฑิตที่นับจากผมไปด้านหน้าซัก 3 คน ก้าวออกไป จนเหลือระยะห่างจากผมถึงที่ประทับของพระองค์ท่าน ประมาณ 8-9 เมตร ซึ่งเป็นระยะที่สามารถเห็นพระองค์ท่านได้ชัดที่สุด โอกาสมีเพียงอีก 2 คนก่อนหน้าผมก้าวออกไปเพียงเท่านั้น ถ้าพลาดโอกาสนี้ไปผมก็คงไม่กล้ามองพระพักตร์ท่านอีกแล้ว 

วินาทีที่เงยหน้ามองในหลวงรัชกาลที่ 9 บรรยากาศในห้องประชุมที่ใช้เป็นสถานที่พระราชทานปริญญาบัตรเหมือนจะหยุดนิ่ง ไร้เสียงใด ๆ ให้ได้ยินแม้แต่เสียงลมอันเกิดจากเครื่องปรับอากาศขนาดใหญ่ซึ่งเคยดัง หึ่ง...หึ่ง... ทุกอย่างดูราวกับภาพเคลื่อนไหวแบบสโลโมชั่น คงเห็นแต่เพียงพระอากัปกิริยาของในหลวง ที่กำลังทรงหยิบและยื่นใบปริญญาบัตรให้กับบัณฑิตที่อยู่ต่อหน้าพระพักตร์ของพระองค์ ในห้วงเวลานั้น ผมมองเห็นผิวพระองค์สว่างนวลเย็นตาราวกับทองคำ แตกต่างจากที่เคยเห็นในทีวี อย่างน่าอัศจรรย์ใจ... แต่ก็สิ้นสงสัยไปด้วยในที เข้าใจในทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็น โดยปราศจากข้อสงสัยใด ๆ อย่างสิ้นเชิงกับภาพตรงเบื้องหน้า ผิวเนื้อมนุษย์ไม่น่าจะละเอียดเนียนได้แบบนี้ ผิวของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ผมเห็นในตอนนั้น ละเอียดเนียนยิ่งกว่าผิวมนุษย์คนใดในโลก แม้ว่าผิวทารกที่เพิ่งคลอด ก็ยังไม่เคยเห็นละเอียดเนียนได้เท่านี้ และยังดูสว่างเรืองรองราวกับฉาบด้วยทองคำ แต่ไม่ใช่เหมือนผิวพระพุทธรูปปิดทองนะ เป็นผิวเนื้อนี่แหละ แต่เนียนละเอียดยิ่ง และใสสว่างนวลตา จนในใจผุดอุทานขึ้นมาว่า “เนื้อทอง” คำว่าเนื้อทองเป็น แบบนี้นี่เอง ที่ว่าพระองค์ทรงเป็นพระโพธิสัตว์ ก็คงไม่เกินเลยไปหรอกเมื่อเทียบกับสิ่งที่ปรากฏต่อหน้า ถ้าคำว่าฉัพพรรณรังสี ใช้ได้นอกเหนือจากการใช้เพื่อบอกถึงรัศมีที่เปล่งออกมาทั้ง 6 สีจากพระวรกายของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ (1. สีนีละ - สีเขียวเหมือนดอกอัญชัน  2. สีปีตะ - สีเหลืองเหมือนหรดาลทอง 3. สีโรหิตะ - สีแดงเหมือนแสงตะวันอ่อน  4. สีโอทาตะ - สีขาวเงินยวง  5. สีมัญเชฏฐะ - สีแสดเหมือนหงอนไก่  6. สีประภัสสร – สีเลื่อมพรายเหมือนแก้วผลึก พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม 1 ภาค 1 - หน้าที่ 34) ก็อยากใช้คำนี้แหละอธิบาย จะต่างก็เพียงรัศมีที่เห็นจากพระวรกายของพระองค์ท่านเป็นสีปีตะ หรือสีเหลืองทองเท่านั้น 

จะว่าเป็นตาเนื้อ ตาในอะไรก็ตามแต่ในวันนั้น แม้จะผ่านไปหลายสิบปี จวบจนถึงทุกวันนี้ สิ่งที่ผมเห็นประจักษ์เต็มตาเต็มใจในวันนั้น ก็ยังคงเด่นชัดในความรู้สึก ราวกับเพิ่งเกิดเมื่อวาน นับเป็นวาสนาของผมเหลือเกินที่ได้เห็นบุญญาธิการ ได้เห็นในพระบารมีของพระองค์อันเป็นที่น่าอัศจรรย์ใจโดยแท้จริง

(ภาพประกอบโดย : อาจารย์สุวิทย์ ใจป้อม)

 

เรื่องโดย : อัครวุฒิ งามเกษมทรัพย์

กลับสู่หน้าหลัก