เรื่องน่าอ่าน

a Smile Story ทางบ้านฝากให้ยิ้ม

เมื่อฉันเดินขึ้นหิมาลัยในวัย 64

เมื่อสาวสูงวัย (64 ปี) อย่างฉัน บอกเพื่อนพ้องน้องพี่ว่า จะไปธรรมยาตราย่างเท้าย่ำไปบนหิมะที่ทอดผ่านไปบนเทือกเขาหิมาลัยขึ้นไปถึงบนระดับความสูงกว่าระดับน้ำทะเล 5,328 เมตร ที่อินเดีย รวม 58 วัน ก็มีเสียงอุทานว่า “บ้าแล้ว” “จะไปทำไม?” “ไปแล้วได้อะไร?” “กินนอนอย่างไร?” “เข้าห้องน้ำแบบไหน?” “หนาวตายแน่ สูงขนาดนั้น ออกซิเจนก็บางเบานะ” และอื่น ๆ อีกมากมาย คือมองว่า... ฉันเป็นสาวสูงวัยที่ไม่เจียมสังขาร 

อายุ 64 ไปธรรมยาตราที่อินเดียไปไหวเหรอ? 

ไหวสิคะ สบายมาก โปรดติดตาม

แต่ง่ายไหมกับการไป ตอบเลยว่า “ไม่” แต่ไปได้

58 วันในการใช้ชีวิต โดยบินจากเมืองไทย ต่อด้วยการนั่งรถเป็นวัน ๆ ไล่ตั้งแต่เดลลี พุทธคยา สารนาทจนถึง เมืองดารัมซาลา และพักอยู่ที่นี่เพื่อปรับร่างกายให้คุ้นชินกับความสูง ไปพร้อม ๆ กับการหาโอกาสเข้าฟังธรรมจากองค์ดาไล ลามะ ที่ลี้ภัยจากทิเบตมาประทับอยู่ที่ดารัมซาลา และทรงเทศน์เผยแผ่พุทธศาสนาอยู่ที่นี่ปีละหลายครั้ง  พักอยู่ที่ ดารัมซาลาประมาณ 1 สัปดาห์ บางคราวก็ 10 วัน เป็นช่วงเวลา แห่งการพัก ปรับตัว ปรับใจที่ดีมาก พลังธรรมชาติบวกกับพลังธรรมที่นั่นสุดยอดมากค่ะ และยังได้ซ้อมเดินโดยการขึ้นเขาตรีอุน (Triund Hll) พลังธรรมชาติและทิวทัศน์บนนั้น ทำให้ลืมความงดงามในโลกทุกแห่งที่เคยไปมาในชีวิตเลย หลังปรับตัว ซื้อหาของใช้ที่จำเป็น คณะเราก็เริ่มออกเดินจากดารัมซาลา ขึ้นไปยังมะนาลี  แมนดี้ สู่เลห์ ลาดักห์ ระยะทางร่วม ๆ 700 กิโลเมตร แม้บางช่วงเดินไม่ได้ ต้องอาศัยรถไปบ้างก็ตาม แต่ก็ต้องเรียนว่า “หฤโหด” ค่ะ เพราะช่วงที่อยู่บนรถ ถนนก็แคบอีกข้างก็เป็นเหว และโชเฟอร์ที่อินเดียนี่ก็สุด ๆ ค่ะ ความสามารถนี่ต้องยกนิ้วโป้งให้ แถมด้วยการยกมือไหว้ ขอบคุณ ที่เขาทำให้เรารอด ปากเหวมาได้ จริง ๆ ค่ะ ขับรถเก่งมาก เส้นทางธรรมยาตราดงามด้วยทิวทัศน์ ตลอดทางผ่านหมู่บ้าน ตลาด ร้านค้า ป่าสน เดินเลียบหุบเหว ลุยข้ามลำธาร ผ่านพื้นที่ราบที่กว้างใหญ่บนเทือกเขา บางช่วงมีทะเลสาบ ย่ำไปบนหิมะขาวโพลนจนหลายคนลืมตัวลงไปเกลือกกลั้ว แล้วก็ป่วย... เพราะอากาศบางมาก เทือกเขาอันไกลสุดลูกหูลูกตา แปลกตา ต่างสีสัน ราวกับภาพวาด ได้เห็นวัฒนธรรมการใช้ชีวิตของคนที่โน่น เหมือนหลุดไปอยู่ในอีกโลกหนึ่ง มันเป็นเส้นทางที่นักเดินป่านักไต่เขาจากทั่วโลกใฝ่ฝันอยากมีโอกาสได้ทำ แต่ไม่ง่าย ต้องไปเป็นคณะใหญ่แบบเรามันถึงจะปลอดภัย เพราะต้องขออนุญาต และต้องผ่านด่านตรวจวีซ่าถึง 9 ด่าน 

คณะธรรมยาตราที่ไปครั้งล่าสุด รวม 96 ชีวิต ในคณะ ก็จะมีทั้งพระภิกษุสามเณร แม่ชี และฆราวาสชาย-หญิง อายุตั้งแต่ 20 จนถึง เกือบ 70 ปี โดยมีหลวงพ่อ พระเทพปริยัติสุธี เจ้าอาวาส วัดพระนอนจักรสีห์วรวิหาร เจ้าคณะจังหวัดสิงห์บุรี เป็นประธานโครงการ “ธรรมยาตราสร้างศาสนทายาท สู่แดนพุทธภูมิ” เป็นผู้นำญาติโยมเดินธรรมยาตราบนเส้นทางสายนี้ มา 4 ปีแล้ว กราบขอบพระคุณหลวงพ่อเป็นอย่างสูง สำหรับประสบการณ์ทางธรรมอันล้ำค่าจากการเดินธรรมยาตราที่มีหลวงพ่อเป็นผู้นำทาง ในคณะนั้นแตกต่างที่มา ทั้งพื้นเพทางสังคม การศึกษา คุณวุฒิ วัยวุฒิ มีตั้งแต่คนจบ ป.4จนถึงระดับดอกเตอร์ก็มี ต่างจุดมุ่งหมายในการเดิน มีแบบ เป็นเบาหวาน แล้วคิดว่าไปเดินแล้วบุญจะส่งให้ดีขึ้น บางคนป่วยกระเสาะกระแสะ อยากไปลองกำลังตัวเอง อย่างนี้ก็มี... บางคน ตั้งใจจะมาเที่ยวเล่น ได้ขึ้นหิมาลัย คงไปคุยอวดใคร ๆ ได้อีกนานก็มี บ้างก็หวังถึงขั้น คิดว่าจะบรรลุธรรม อืมม... แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้ คือทุกคนมีศรัทธาในพุทธศาสนาร่วมกัน โดยส่วนตัว ไปเดินธรรมยาตรา ผ่านเทือกเขาหิมาลัยมา 3 ครั้ง 3 ปี ติดกัน ครบองค์พระรัตนตรัย ตั้งแต่ปี 2560 ถึง 2562 ตั้งใจที่จะไปเดินเผยแผ่พระพุทธศาสนา และเพื่อเทิดพระเกียรติ และน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่รัชกาลที่ 9 ผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย ครั้งที่3นี้ก็เป็นโอกาสอันดีที่ได้ร่วมเดิน เพื่อเทิดพระเกียรติในปีแห่งการราชาภิเษก และน้อมฯ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่รัชกาลที่ 10 ตายตาหลับค่ะ ชีวิตนี้ 

ภารกิจหลักคือการเดิน เดิน เดิน เดินปฏิบัติภาวนาให้ได้สติ ได้ความรู้ตัวทั่วพร้อม ให้มีวิริยะความเพียร ได้ทำวัตร สวดมนต์ ภาวนา ทำทาน ทุกเช้าค่ำ เรียกว่าปฏิบัติครบ บารมีสิบทัศน์ในดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ของพระบรมศาสดาองค์สมเด็จพระสัมมาพุทธเจ้า บางคนอาจจะคิดว่าเดินที่ไหนก็เหมือนกัน ถ้าจะปฏิบัติภาวนา จริงแท้แน่นอนค่ะ แต่การไปในหมู่กลุ่มใหญ่ขนาดนี้ มันมีเรื่องของผัสสะมากระทบมากมาย ต้องลำบาก ต้องทนกับสภาพอากาศ ร้อนแดด หนาว ฝน ลม อาหารการกินไม่ถูกปากถูกใจ ไม่มีน้ำอาบ ต้องรอคิวเข้าห้องน้ำ เข้าคิวรอตักอาหาร มันทำให้เราต้องมีความอดทนอดกลั้น โทสะมาได้ง่ายมาก มีอะไรมากระทบนิดหน่อย อารมณ์จะพุ่งปรี๊ด ปรอทแตกได้ง่าย เราต้องมีสติอย่างตั้งมั่นเท่านั้นจึงจะควบคุมตัวเองได้

“คนเราจะอารมณ์เสียจากการไม่ได้ในสิ่งที่วาดหวัง” ในแต่ละวันที่ต้องทำใจคือ เราไม่สามารถรู้เลยว่าแต่ละวันจะไปนอนที่ไหน สถานที่จะเป็นอย่างไร นี่คือความจริงที่ต้องประสบพบเจอ มีลุ้นทุกวัน เหมือนชีวิตคนเรา ที่ไม่สามารถรู้ล่วงหน้าได้เลยว่า “พรุ่งนี้กับชาติหน้า อะไรจะมาถึงเราก่อนกัน” 

ดีที่ไม่ต้องแบกเต็นท์ไปเอง เพราะจะมีรถขนไปให้ แต่... แต่ละจุดพักนั้น กว่าจะแบกเต็นท์ แบกสัมภาระ หาที่เหมาะสมในการกางเต็นท์ ไม่ใช่เรื่องง่าย ดีที่ว่า หลาย ๆ จุด ทิวทัศน์งดงามมาก มันเป็นรางวัลชีวิต ที่ทำให้หายเหนื่อย แต่บางจุดก็มีบ้างที่ ที่ต้องทำใจ เช่น ไปนอน กลางสนามฟุตบอลที่มีสุนัข และเต็มไปด้วยปฏิกูลที่น้องหมาขับถ่ายไว้ บางคืนเจอลมพายุกระหน่ำ ต้องเอาตัวยันเต็นท์ไว้ไม่ให้ปลิว คนที่กลัวมาก ก็สวดมนต์หวังให้สิ่งศักดิ์สิทธิช่วย บางคืนฝนตกน้ำนองเต็นท์ก็มี และบางค่ำคืน ก็เหน็บหนาวเสียเหลือเกิน  เวลาจะอาบน้ำ ก็ต้องลุ้นว่าจะได้เจอลำธารไหม พอเจอทีก็แสนจะปลื้มปริ่ม เพราะจะได้ ซักผ้า สระผมได้ หรือถ้าเจอแค่น้ำจากแท็งก์ ก็ต้องประหยัดกันสุด ๆ บางทีต้องโยกน้ำจากใต้ดินมาใช้ หรือมีแค่น้ำดื่ม ไม่มีน้ำใช้ก็มี การอยู่รอดของแต่ละคนอยู่ที่ความเก๋าของประสบการณ์ 

ในชีวิตการเดินทางในต่างแดน ก็มีการไปอินเดียนี่แหละที่ต้องมีความพร้อมที่จะสามารถเข้าไปอาบน้ำในปั๊มน้ำมัน ที่ย่อมดีกว่าการไม่ได้อาบน้ำ ปั๊มน้ำมันที่อินเดียปั๊มส่วนใหญ่จะมีห้องอาบน้ำค่ะ ต้องทำเวลาด้วย ไม่มีใครคอยใคร ได้ใช้บริการอาบน้ำในปั๊มน้ำมันอยู่หลายหน เรื่องห้องส้วม การขับถ่ายทำธุระส่วนตัว ไม่มีห้องน้ำให้หรอกค่ะ มีแต่พื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลให้เลือกตามรสนิยม จะใต้ใต้ต้นไม้ หลังก้อนหิน หลืบเขา หรือจะใช้เต็นท์ที่นอนเปลี่ยนมาเป็นที่ขับถ่ายใส่ถุงดำก็เลือกได้ โดยส่วนตัวนิยมออกไปชื่นชมธรรมชาติ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมด้วยการใช้ถุงดำ โดยใช้วิธีขุดหลุมแล้วฝังกลบ ความสามารถเฉพาะตัวสูงค่ะ...

ในส่วนของอาหารการกินนั้น วันละสองมื้อ เพียงพอค่ะ แต่ไม่มีการเลือกรับประทานนะ โรงครัวทำมาแบบไหน ก็ต้องทานแบบนั้น เป็นการฝึกตนที่เยี่ยมยอดมาก เพราะการลดละกิเลสเรื่องกินนั้นไม่ง่ายเลย ทุกท่านคงทราบดีอยู่  การต้องใช้ชีวิตแบบนี้นี่ไงคะคือสิ่งที่ได้มา...

เพราะคนเรานั้นไม่สามารถกำหนดเหตุปัจจัยของทุกสิ่งที่จะมาเกี่ยวข้องกับชีวิตเราในโลกนี้ได้ ไม่สามารถล่วงรู้อนาคตได้ ว่าจะเกิดเหตุมิคาดฝันกับเราอย่างไรบ้าง กรรม (การกระทำ) จะเป็นเครื่องกำหนด การไม่รู้ว่าคืนนี้จะนอนที่ไหน ทำให้เราสามารถที่จะฝึกตน ทำใจยอมรับอยู่ในที่ ๆ เราไม่ชอบไม่อยากอยู่ รวมไปถึงกลุ่มผู้คนที่เราไม่ชอบใจ เราต้องพึ่งขันติ ความอดทน และ การวิปัสสนา มองให้เห็นทุกข์ที่แท้ที่เกิดขึ้นในจิต 

การออกเดินในแต่ละวันจะเกิดขึ้น หลังจากถูกปลุกให้ตื่นราวตีสี่ พอตีสี่ครึ่งก็ทำวัตรเช้า ฟังธรรมจนถึง 6 โมงเช้า รับประทานอาหารเช้า เตรียมตัวเก็บเต็นท์ จากนั้นก็ออกเดินประมาณ 8 หรือ 9 โมงเช้า พอเที่ยงก็พักกินข้าวกลางวัน ซึ่งแล้วแต่ว่า เราจะเดินไปถึงไหน สถานที่สะดวกแก่การรับประทานหรือไม่ มีน้ำให้ล้างภาชนะหรือเปล่า แล้วก็ออกเดิน เดินต่อจนถึงจุดที่ปักหลัก พักค้างกางเต็นท์อีกครั้ง 

การเดินด้วยการมีสตินั้น... “ดีมาก” ในการที่จะทำให้เรารู้เนื้อรู้ตัว เดินไปเรื่อย ๆ ความร้อนของแดดที่แผดเผา ความหนาวเย็นที่เจอ ระยะทางที่เดิน ก็จะทำให้เราเห็นถึงเวทนา ที่เราต้องอดทน ใช้ความเข้มแข็งเข้าสู้ บางครั้งอดทนจนถึงจุดที่เวทนานั้น “หายไป” ก็มี มันวิเศษมาก ๆ ที่เขาว่า “เวทนานั้นไม่เที่ยง” เป็นเช่นนี้เอง

เรื่องการเจ็บไข้ได้ป่วยมีขึ้นมาจะทำอย่างไร ด้วยความเมตตา ขององค์ดาไล ลามะ พระองค์ได้ส่งแพทย์จากมูลนิธิ Men Tsee Kang โดยใช้การรักษาแบบแพทย์ทางเลือก ด้วยการนวด การฝังเข็ม การครอบแก้ว การกินยาสมุนไพรในแบบชาวทิเบต มาตามดูแลคณะ ตลอดเส้นทางการเดินธรรมยาตรา คุณหมอไม่เคยว่างเลย เพราะมีพระภิกษุ แม่ชี และฆราวาส เจ็บไข้ได้ป่วยกันไม่น้อย จากโรคประจำตัวกำเริบ จากความเบาบางของออกซิเจน ความปวดเมื่อยตัว เป็นไข้ ประสบอุบัติเหตุ ฯลฯ

สามปีแรกมี Dr. Tenzin Thaye ซึ่งเป็นหมอลามะคอยดูแล และปีล่าสุดนี้ มี Dr. Phun Tsok มาคอยดูแล โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งค่ายาและค่ารักษา สารภาพตรงนี้เลย ที่ไปเดินธรรมยาตราทุกปีนี่ ก็เพราะจะได้มีโอกาสไปรักษากับคุณหมอด้วย คือไม่ชอบการรักษาแบบแพทย์ แผนปัจจุบันน่ะค่ะ คือแค่คุณหมอแมะมือ จับชีพจรเรา ก็สามารถ บอกได้ว่าเราควรจะต้องระวัง เรื่องอะไรบ้าง มีอาการเจ็บป่วยตรงไหนบ้าง มันสุดยอดมากเลย ฉันรู้สึกซาบซึ้งในพระกรุณาขององค์ ดาไล ลามะเป็นอย่างยิ่ง

ทุกข์ เรื่อง สังขาร เป็นทุกข์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่วนเรื่องทุกข์ใจ ต้อง หัดฝึกค่ะ แล้วเราจะเลี่ยงความทุกข์ใจได้ เป็นกำลังใจ และยุยงส่งเสริมให้ผู้สูงวัยลุกขึ้นมาจากการนั่ง ๆ นอน ๆ ให้ลูกหลานดูแล ออกมาผจญภัยใกล้-ไกลบ้าง จะเป็นต่างจังหวัดหรือต่างประเทศก็ได้ เราจะได้มีโอกาสเห็นทุกอย่างตามความเป็นจริง ใช้ชีวิตในการเดินทางบนโลกใบนี้ให้คุ้มค่า เพราะชีวิตนี้น้อยนักและสั้นนัก เมื่อเทียบกับวัฏสงสารที่เราต้องเวียนว่ายตายเกิดนะคะ เป็นกำลังใจให้ทุกคนค่ะ...

เรื่องโดย : ปริศนา รัตนเกื้อกูล

กลับสู่หน้าหลัก