เรื่องน่าอ่าน

a Smile Story ทางบ้านฝากให้ยิ้ม

กินเจ 10 วัน ในวันวานของผม

ผมน่าจะเป็นประชาชนหนึ่งในอีกหลาย ๆ คนที่ไม่ได้อินอะไรเลยกับการถือศีลกินเจ เรียกได้ว่ามีให้กินก็กินได้ ไม่ได้เคร่ง แต่ผมชอบเทศกาลนี้อยู่อย่างตรงที่ว่า มันทำให้สังคมบ้านเราดูมีสีสัน เริ่มจากธงสีเหลืองที่ปักกันสนั่นหวั่นไหว (แม้แต่ร้านขายส้มโอก็ยังจะปัก ...เพื่อ ?) ร้านอาหารต่าง ๆ ก็เปลี่ยนเมนูหันมาผัดหมี่เส้นสีเหลือง ๆ อ้วน ๆ และกับข้าวต่าง ๆ นานา ที่แม้ว่าจะหน้าตาเหมือนเดิม แต่รู้เลยว่าใช้เนื้อสัตว์ปลอม ชอบบรรยากาศที่มีกลิ่นน้ำมันถั่วอบอวลอยู่ตามตลาด ร้านค้าทอดเผือกขายหน้าตาน่าทาน แถมยังรสชาติอร่อยมาก ๆ ซะด้วย จะมีของแบบนี้ให้หากินได้ ก็แค่ในช่วงเวลา 10 วันของเดือนตุลาคมเท่านั้นแหละ

เมื่อยังเด็ก ผมจำได้ว่า ก่อนกินเจ 2-3 วัน ทางบ้านจะต้องมีมหกรรมล้างครัว เรียกว่าขนจานชามหม้อไหออกมาล้างมาเช็ดกันยกใหญ่ ถามว่าทำไปทำไมเพราะปกติใช้งานเสร็จก็เก็บล้างกันอยู่แล้ว ผู้ใหญ่บอกว่า การล้างครัวแบบบิ๊กคลีนนิ่งนี้ ถือเป็นการชำระล้างทุกอย่างให้บริสุทธิ์จริง ๆ ก่อนจะเข้าสู่ช่วงแห่งการถือศีลกินเจ

บ้านผมเป็นครอบครัวใหญ่ ป้าของผมมักจะบังคับให้พวกเรากินเจกันให้หมดทุกคน พวกเราบ่นกันกระปอดกระแปด เหมือนว่ามันเป็นความลำบากอันยิ่งใหญ่ที่ต้องอดนั่นอดนี่

ขนมปังก็กินไม่ได้...มียีสต์

เค้กก็กินไม่ได้...มีไข่

แม้แต่ไมโลกะโอวัลติน เรายังต้องทำความเข้าใจว่าต้องเลือกไมโลเท่านั้น เพราะโอวัลตินมีไข่ ก็ไม่รู้ว่าไปดูกันจากตรงไหน เพราะดูส่วนผสมข้างกล่องโอวัลตินก็ไม่เห็นจะเขียนคำว่าไข่เอาไว้ แต่พอถามผู้ใหญ่เค้าก็ได้แต่บุ้ยใบ้ว่า “ก็ร้านเค้าบอกมา” (คิดว่าไมโลทำการตลาดในขั้นตอนของการกระจายสินค้าด้วยยุทธการปล่อยข่าวลือระหว่างเข็นลังไปส่งยี่ปั๊ว)

ผมชอบดูแม่ครัวที่บ้านทำโอ่อี๊ (เผือกบดผสมกับถั่วลิสงปั้นลูกกลม ๆ ทอด) ตั้งแต่วิธีการขูดเผือกให้ละเอียดจนถึงผสมถั่วลิสงบดหยาบ ตามด้วยเครื่องปรุงซึ่งก็มีแค่เกลือและน้ำตาล จนเข้ากันดีแล้วพักไว้ รอปั้นเป็นลูกกลม ๆ แล้วหย่อนลงทอดในกระทะที่มีน้ำมันถั่วเต็มปริ่ม ตอนเด็ก ๆ ก็ได้ชะเง้อดู อยากลงมือทำบ้าง แต่ผู้ใหญ่มักห้าม และบอกว่า.. “อย่าจับนะ เดี๋ยวคันมือ” แม้ผมจะเซ็งมากเพราะอยากทำ แต่เพราะเผือกดิบมีความร้ายกาจด้านความคัน ใจนึงผมจึงไม่ค่อยอยากเสี่ยง อาเจ้ของผมโตแล้วถึงได้รับความไว้วางใจให้ขูดเผือกและปั้นทอดจนเสร็จกระบวนการ ซึ่งแน่นอนว่าอาเจ้ก็ได้มากร่างใส่น้อง ๆ ต่อด้วยประโยคเดิม “อย่าจับนะ เดี๋ยวคันมือ” ดูเจ้จะภูมิใจมากที่ได้เป็นคนลงมือทำทุกอย่าง ได้หน้ามันอยู่หน้าเตา และคอยจิกพวกน้อง ๆ ลูกสมุนอย่างพวกผมให้มาชิมเผือกทอดร้อน ๆ ของเจ้

เจ้บอกว่าในบรรดาอาหารเจทั้งหมดที่ครอบครัวเราทำ เจ้ไม่ชอบการทำกะหล่ำปลีต้มมากที่สุด เพราะขั้นตอนมันแสนจะเจ็บปวด กะหล่ำปลีไม่รู้กี่หัวต่อกี่หัว ล้างให้สะอาดผึ่งให้สะเด็ดน้ำ แล้วเอาลงไปทอดน้ำมันให้ผักสลบ ถึงค่อยเติมน้ำ แล้วเคี่ยวต่อจนผักเปื่อย อีตอนทอดผักนี่ทรมานมาก เพราะน้ำมันกระเด็นใส่อย่างกับห่ากระสุน ฝาหม้อที่ต้องคอยถือไว้ปิดหน้าบางทีก็เอาไม่อยู่ แขนขาถูกน้ำมันกระเด็นโดนพองไปหมด....แต่...มันก็สนุก มีอยู่ทีนึงที่เจ้โดนน้ำมันลวก แล้วพี่เลี้ยงของพวกเราต้องเอาขี้ผึ้งมาทาแผลให้ ผมเห็นแผลเล็กนิดเดียว แต่เจ้ร้องโอดโอยเล่นใหญ่เหลือเกิน มารู้ตอนหลังว่า แกชอบอารมณ์ที่พี่เลี้ยงเอามือป้ายขี้ผึ้งมาวน ๆ ตามเนื้อตัว ....มันอบอุ่นดี แกว่างั้น

ระหว่าง 10 วันนี้ ใครเข้าบ้านมาพร้อมอาหารที่ทำจากเนื้อสัตว์จะโดนตราหน้า หากยิ่งทะลึ่งเอามาใส่จาน (ที่บิ๊กคลีนนิ่งเอาไว้ดิบดีแล้ว) จะยิ่งโดนประนามหยามเหยียด... “กรี๊ดดด อีพวกกินชอ รีบ ๆ ออกไปเดี๋ยวนี้เลยนะ และจานนั่นก็แยกไปเลยด้วย อย่าเอามาปน” พี่ชายคนรองของผมเป็นตัวป่วนมากในเรื่องพวกนี้ เพราะมันแหกเจได้ทุกปี ไม่ว่าผู้ใหญ่จะสอนให้กินเจยังไง มันเป็นต้องอุตริไปแหกจากนอกบ้านมา แล้วพอโดนจับได้ก็โล่งใจ เพราะจะได้ไม่มีใครบังคับให้กินเจอีกต่อไป

นอกจากความครื้นเครงในทุกมื้ออาหารที่เราต้องเลือกของกินใส่ปากกันกว่า 30 มื้อแล้ว มีอยู่ 1 คืนที่ป้าของผมจะขนพวกเราขึ้นท้ายรถกระบะ แล้วพาไปดูงานแห่กับลอยกระทงเจที่ตลาด ผมชอบดูโชว์แห่พวกนี้เหลือเกิน แม้ว่าคนจะเยอะแยะแค่ไหนก็ทน กลิ่นควันธูปควันเทียนมากมาย แต่แปลกที่รู้สึกว่ามันหอม เสียงดนตรีแบบจีนดังโฉ่งฉ่างน่าหนวกหู แต่ทนดูเพราะจะได้เห็นขบวนแห่ที่มีแต่คนแต่งตัวเป็นนางงิ้วสวย ๆ

และทั้ง ๆ ที่เหมือนต้องทนโดนห้ามนั่นห้ามนี่ระหว่างถือศีล 10 วัน พอล่วงเข้าวันสุดท้ายแล้ว ใจผมจะหล่น เมื่อเห็นพี่ชายตัวป่วนคนเดิมถือถุงลูกชิ้นเนื้อเข้าบ้านมาเทใส่จานหน้าตาเฉย แล้วมันก็บอกว่า “ออกเจแล้ว...” วันที่เทศกาลกินเจจบลง สำหรับผมแล้วอารมณ์เหมือนส่งแฟนไปเรียนเอเอฟเอส เพราะต้องรออีก 1 ปี กว่าจะได้เจอกันใหม่

ทุกวันนี้บอกได้เลยว่า แม้ผมไม่ค่อยสนใจจะเคร่งครัดอะไรมากนัก เต็มที่คือกินอะไรก็ได้ที่ร่างกายมันบอกว่าอยากกิน โรงเจรึก็ไม่ไปกับเค้าเพราะกลายเป็นคนแพ้ควันอย่างสาหัส แต่ผมก็ยังศรัทธาและรักเทศกาลนี้ อยากให้เทศกาลนี้คงอยู่กับสังคมเราตลอดไป สิ่งหนึ่งที่ผมได้ คือความทรงจำในวันวานที่แจ่มชัด เต็มไปด้วยรายละเอียดของทุกเรื่องราว ให้เอามาย้อนคิดถึงได้ในช่วงเวลาที่ชีวิตเงียบเหงา หากมีคืนใดในเดือนตุลาคมที่อ่อนล้ามาก ๆ ลองได้ไปดมกลิ่นน้ำมันถั่ว ความทรงจำอันอบอุ่นจะกลับคืนมาชะโลมจิตใจอย่างว่องไว เพียบพร้อมไปด้วยครอบครัวอันเป็นที่รักอยู่เคียงข้าง แล้วผมก็คิดทุกครั้ง... “ปีหน้ากินเจดีกว่า แต่ปีนี้ไม่ทันละ”

ตุลาปีหน้า ... ใครก็ได้ ช่วยเตือนผมด้วย

เรื่องโดย : อัศวินเสื้อเกราะทอง

กลับสู่หน้าหลัก