Articles

Good Health

BigSmile World

มองหานักเขียนจากทางบ้าน เพื่อแชร์เรื่องสั้นตามความถนัด

ติดต่อเพื่อส่งเรื่องของคุณ และพูดคุยกับทีมงาน

เบาหวานบ้านทุ่ง : หัวปลี...ดีต่อใจ

เมื่อชีวิตเดินทางถึงหลัก 5 เบาหวานก็เข้ามา add friend ขอเป็นเพื่อนสนิทชนิดไม่มีทาง unfriend นางได้ ชีวิตที่เหลือจึงตัดสินใจชวนนางให้อยู่กับเราอย่างเข้าอกเข้าใจ ตามตำราสามก๊กที่ให้เก็บศัตรูไว้ใกล้ตัว มองเห็นได้ทุกระยะ คนอยู่บ้านทุ่งชายเขาไกลหมอ แต่ใกล้ชิดธรรมชาติ จึงต้องเรียนรู้ ปรับตัว เอาธรรมชาติเป็นที่พึ่ง ทั้งเรื่องกินเรื่องอยู่ เพื่อให้นางหวานเธอสบายใจ ไม่แผลงฤทธิ์

หัวปลี...ดีต่อใจ

อ่านเจอว่าหัวปลีบ้านๆ ของเรา กลายเป็นเทรนด์กินคลีนของนักมังสวิรัติตะวันตก เพราะรสคล้ายเนื้อสัตว์ แคลลอรีต่ำ แต่คุณค่าอาหารสูง

เด็กไทยรุ่นใหม่ไม่คุ้นรสหัวปลี เพราะวัฒนธรรมการกินเปลี่ยนไปตามโลกาภิวัตน์ แต่คนเป็นเบาหวานต้องใช้ชีวิตแบบมือโปร พิถีพิถันเรื่องอาหารการกิน ถ้าไม่อยากให้โรคกำเริบเสิบสาน

อยู่บ้านทุ่งชายเขา หัวปลีหาง่ายพอกับยุง ต้นกล้วยกว่าสองร้อยต้นออกปลีสลับกันให้มีกินทุกวัน ชุ่ยๆ ลวกๆ ก็ได้กินกับน้ำพริก แต่มากนักโปรก็เบื่อเป็น จำต้องคิดอย่างอื่นสนองปากแต่เป็นมิตรกับเบาหวาน

ผัดกะเพราไก่-หัวปลี
ต้มหัวปลี แล้วหั่นตามขวาง พักให้สะเด็ดน้ำ

อกไก่เอาแต่เนื้อ หนังต้มให้ลูกน้อง (หมา) หั่นเป็นชิ้น คั่วพอตึงตัว ตักขึ้นพักไว้

พริกขี้หนูแห้ง+สด (สดหรือแห้งอย่างเดียว ไม่หอมจริง), รากผักชีสองราก, พริกไทยเม็ด 10 เม็ด (ต้องใส่ให้เจือร้อนที่ลิ้น), กระเทียม 10 กลีบ, ข่า 5 แว่น ทั้งหมดโขลกด้วยกัน

ผัดเครื่องที่โขลกไว้กับน้ำมัน 1 ช้อน ค่อยๆ คั่วไฟปานกลาง (น้ำมันเพียงช้อนเดียวสามารถคั่วเครื่องแกงได้สบายมาก) ถ้าแห้ง เติมน้ำทีละนิด ใส่ไก่ที่คั่วพักไว้ ใส่หัวปลีที่หั่นแล้ว คั่วด้วยไฟกลางจนเข้ากัน ปรุงด้วยน้ำตาลปีบปลายช้อน น้ำปลาพอหอม ใส่กะเพรา ผัดให้เข้ากัน เป็นอันเสร็จ

ใบกะเพรานั้น ถ้าได้กะเพราใบแดงจะ good มาก รสชาติดีกว่ากะเพราควายที่ขายตามตลาด ใบโตเสียเปล่า หาความหอมไม่ได้เลย

พูดถึงกะเพรา ชวนไถลนอกทางตามถนัด...

คนอินเดียถือว่าใบกะเพราเป็นพืชในพิธีกรรม โดยเฉพาะพิธีอวมงคล เขาจะนำใบกะเพราแช่น้ำเพื่อใช้ชำระใบหน้าของผู้เสียชีวิต ทำนองเดียวกับที่เราใช้น้ำมะพร้าว ด้วยความเชื่อว่าเป็นน้ำที่สะอาด เคยมีนักศึกษาไทยที่อยู่หอพัก ผัดกะเพรากลิ่นหอมฉุย เจ้าของหอพักถลันมาต่อว่า ต้องขอโทษด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์เสียนาน แต่ก็ไม่มีใครอธิบายได้ว่าเหตุใดใบกะเพราจึงถูกเลือกใช้ในพิธีการดังกล่าว อาจจะเป็นเพราะกลิ่นหอมที่ช่วยกลบกลิ่นสาป หรือคุณสมบัติที่ช่วยยั้งการเติบโตของเชื้อโรค หรือ ฯลฯ ไม่รู้เลย แต่ศรัทธาบางเรื่องก็ไม่ต้องการคำอธิบายมาก

แกงหัวปลี-ใบชะพลู
มีผัดแล้ว ก็ต้องมีแกงสักเมนูหนึ่ง

พูดถึงแกง อยากชวนคุยคำว่า “แกง” ก่อนจะเริ่มแกงหัวปลีกับใบชะพลู

สุจิตต์ วงษ์เทศ เขียนไว้ในหนังสือ “อาหารไทย มาจากไหน?” ว่า แกง แปลว่า ทำให้ตาย มีความหมายเดียวกับฆ่า

เมื่อใช้พูดจาในชีวิตประจำวัน เลยซ้อนคำเข้าไปเป็น “ฆ่าแกง” ชื่อย่านในพระนครศรีอยุธยา ที่ว่า “ตะแลงแกง” ก็หมายถึง กากบาท, สี่แพร่ง, สถานที่ประหารชีวิตของน้กโทษ

คำว่า แกง ยังหมายถึงกับข้าวที่มีน้ำ เรียกว่า น้ำแกง และทุกแกงจะมีเนื้อสัตว์ ก่อนที่จะมีกระแสมังสวิรัติเช่นปัจจุบัน แกงสมัยก่อนมีเนื้อสัตว์ประกอบอยู่ด้วย การจะมีเนื้อสัตว์มาปรุงได้ก็ต้องฆ่าเสียก่อน คนโบราณเขาต้องฆ่าสัตว์เองถึงจะเอามาแกงได้ ไม่มีที่ให้ช็อปปิ้ง (ส่วนแกงจืดแบบอาหารจีนนั้นมาทีหลัง)

คนร่อนเร่ยุคแรกเริ่มที่หาอาหารตามป่า ขุดหัวเผือก มัน กลอย ก็ต้องล่าสัตว์ด้วย เมื่อล่ามาได้ก็ต้อง “แกง” คือ ฆ่าให้ตายเสียก่อนนั่นเอง

แต่แกงของเรา ประสาชาวเบาหวาน เราแกงแบบ “ไม่แกง” คือไม่ได้ฆ่าอะไรเลย

ของที่ใส่หลักๆ ก็คือหัวปลีกับใบชะพลู พริกแกงกะทิ-เลือกแบบแกงใต้ที่มีขมิ้นจะเข้ากับใบชะพลูมากกว่าพริกแกงแดง

แต่เราไม่ใช้กะทิ โปรเบาหวานหันหลังใหกะทินานแล้ว แต่รสชาติแกงกะทิมันก็อยู่ในดีเอ็นเอของเรา จะทิ้งกันได้อย่างไร คิดจะแกง (คล้าย) กะทิทีไรก็ใช้วี-ซอย กล่องสีฟ้าแทน-รสจืด แทน (มีโฆษณาแฝงแอบอยู่ในรูปนั่นแหละ)

ทำทุกอย่างเหมือนแกงกะทิปกติ ใช้น้ำมันแค่ช้อนเดียวเคี่ยวเครื่องแกง ถ้าเป็นเครื่องแกงที่ซื้อไว้นานแล้ว เติมหอมแดงนิดหน่อย เป็นการกระตุ้นให้น้ำพริกตื่น เวลาคั่วกับน้ำมันจะได้สะดุ้งนิดๆ คั่วไฟปานกลาง เติมวี-ซอยทีละนิด พอเครื่องแกงหอม ก็เอาหัวปลีที่ลวกและหั่นแล้ว ใบชะพลูที่ซอยแล้ว ลงไปรวนให้เข้ากับเครื่องแกง ใส่น้ำตาลปีบประมาณปลายช้อนเพื่อตัดรสเค็ม ปล่อยให้ปุดๆ แพล๊บหนึ่ง...ตักใส่ชามชิมได้เลย

ความดีงามของหัวปลีมีหลายข้อ ค้นอ่านในสารพัดเว็บไซต์จุใจกว่า แต่สรุปให้คนเป็นเบาหวานด้วยกันแบบย่อๆ ก็คือ หัวปลีเป็นพืชที่ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด มีธาตุเหล็กสูง คนเป็นเบาหวานที่กินมังสวิรัติก็รอดได้เพราะหัวปลี แต่ก็ไม่ควรกินติดๆ กันทุกมื้อทุกวัน (ถ้าเป็นคนไม่ขี้เบื่ออย่างอีชั้น) เพราะพืชผักหลายชนิดมีแป้งในตัว และแป้งทุกตัวมันก็เปลี่ยนเป็นน้ำตาลทั้งนั้น เดินสายกลางเป็นดีที่สุด

 

เรื่องโดย ซิมหมี

กลับสู่หน้าหลัก